ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งที่ ลอว์เรนซ์ วอง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ออกมาพูดกับประชาชน เรื่อง สถานการณ์พลังงานขาดแคลน ที่ต้องช่วยกันประหยัด “นายกฯหนู” บอกว่า หลายประเทศจะต้องเผชิญปัญหาไม่ใช่เพียงแต่น้ำมันแพงขึ้นมาก แต่การจัดหาน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศจะทำได้ยากขึ้น
“ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากทุกแหล่งที่มีในโลกนี้ ถึงเราสำรองน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่ก็ยังมีความเปราะบางในฐานะที่เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันในปริมาณที่สูงจากประเทศผู้ค้าน้ำมันต่างๆ เรามิอาจนิ่งนอนใจและบริหารจัดการเรื่องน้ำมันในรูปแบบเดิมที่เคยทำอยู่ได้ต้องเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจในเหตุการณ์และหาหนทางในการบริหารสภาวะน้ำมันภายในประเทศให้มีผลกระทบที่น้อยที่สุด
คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน หรือ เวิร์กฟอร์มโฮม รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนอื่นๆไปก่อนหน้านี้แล้ว นี่เป็นเวลาที่ผมจำเป็นต้องกำชับให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการอย่างเข้มงวดในทางปฏิบัติ และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและภาคเอกชน ให้ร่วมกันประหยัดพลังงานในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทำงานจากบ้าน) หรือ WFA (Work From Anywhere – ทำงานจากทุกที่ที่มีความสะดวก) ใช้ยานพาหนะร่วม ประหยัดไฟฟ้า
ผมสามารถสร้างโอกาสมาชดเชยและทดแทนสิ่งที่เราต้องสูญเสียไปในห้วงวิกฤติได้ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นครับ ด้วยพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของคนไทย พวกเราก็จะสามารถฟันฝ่าและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากในครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเหมือนทุกครั้ง ผมขอให้คำยืนยันว่ารัฐบาลชุดใหม่ของท่านจะเร่งแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคต่างๆเพื่อนำคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านโดยเร็วที่สุด” นายกฯ ระบุ
แต่ท่าทีของสังคม พบว่า การขอความร่วมมือยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เชื่อได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นแรงสะท้อนจากความไม่พอใจในรัฐบาล ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล ที่สาเหตุเกิดตั้งแต่การเลือกตั้ง มีข้อครหามาก เรื่องบัตร เรื่องพลังบ้านใหญ่ และเรื่องอื่นๆ วันนี้กองเชียร์ “พรรคส้ม”หลายๆ คน ก็ยังจิกกัดว่า ก็เลือกกันมาเอง
กับอีกกลุ่มหนึ่ง ความไม่พอใจเกิดจากการบริหารที่ผ่านมา โดยเฉพาะตอบข้อครหา มีการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรหรือไม่ แถมยังมีการแถลงข่าวพบการประวิงเวลาขนส่งน้ำมัน คาดว่าเพื่อรอขายราคาสูง มีข่าวการขายน้ำมันให้เขมร น้ำมันที่ขนส่งในภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี หายหลายล้านลิตร ขณะที่รัฐบาลไม่รีบชี้แจงความโปร่งใส จึงไม่สามารถไปห้ามประชาชนที่คิดกันว่าเรื่องนี้ นายทุนพรรคภูมิใจไทยที่มีกิจการน้ำมัน มีส่วนได้ ส่วนเสียหรือไม่
สิ่งที่ตามมาจากความไม่พอใจคือความไม่ร่วมมือ และเกิดความไม่เชื่อมั่นไปพร้อมกัน กลายเป็นภาวะที่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล และกระทบต่อคะแนนนิยมทางการเมือง โจทย์ใหญ่ที่จ่อคอหอยมา คือการออกกฎหมายเพื่อกู้เงินสำหรับพยุงกองทุนน้ำมัน กู้แล้วก็วัดความสามารถรัฐบาลในการบริหารหาเงินเข้าประเทศในวันที่เศรษฐกิจแย่กันทั่วโลกจากสงคราม ถ้าเป็นภาวะที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นด้วยจะทำอย่างไร กระตุ้นการบริโภคก็ยากขึ้น
และที่น่าสนใจคือการที่ “นายกฯหนู” บอกว่า สามารถสร้างโอกาสมาชดเชยและทดแทนสิ่งที่เราต้องสูญเสียไปในห้วงวิกฤติได้ทุกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น คำถามคือโอกาสที่ว่าคืออะไร หากจะตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ประเทศเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ที่อาจรุนแรงและซบเซากว่าช่วงสมัยต้มยำกุ้งในปี 40 และช่วงโควิด -19 ซึ่งในการประชุม ครม.นัดพิเศษ “นายกฯหนู” ย้ำรัฐมนตรี เริ่มทำงานทันที ไม่มีฮันนีมูน ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ดังนั้นหลังวันแถลงนโยบายรัฐบาล ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ เราคงเห็น ครม. “อนุทิน 2 “ ขับเคลื่อนอะไรแบบเต็มสูบ กอบกู้วิกฤติศรัทธาทันที.



