เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการลงพื้นที่ของคณะทำงานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเขาปากเตรียม หมู่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง ซึ่งมีนายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส) และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ ในฐานะผู้ร้อง ได้เดินทางเข้าพื้นที่ป่าเขาปากเตรียม เพื่อตรวจเยี่ยมการทำงานของการบูรณาการกำลังร่วมระหว่าง ป่าไม้ ปกครอง และ ตำรวจ ที่มีการระดมกำลังร่วม 100 นาย เข้าตรวจและบันทึกรายละเอียดไม้ของกลางที่ตรวจยึดไว้ก่อนหน้านี้ กว่า 1,000 ท่อน โดยไม้ทุกท่อน จะถูกระบุพิกัดตำแหน่ง ลำดับไม้และกอง เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายไม้ทั้งหมดลงไปเก็บรักษาไว้ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอสุขสำราญ เพื่อรอเจ้าของมาแสดงตน ขณะเดียวกันก็จะมีการกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวนเพื่อค้นหาไม้ที่คาดว่าจะถูกซุกซ่อนอยู่ในบริเวณป่าเพิ่มเติม
ทวงคืนเขาปากเตรียม! ‘พยัคฆ์ไพร-ปทส.-ปปป.’ ลุยขุดรากถอนโคนนายทุนใหญ่ชักใยเบื้องหลัง
“พยัคฆ์ไพร” ลุยสางคดีรุกเขาปากเตรียม เช็กบิล น.ส.3ก.ทิพย์ 2 พันไร่ สืบหานายทุนเบื้องหลัง!
แกะรอยที่มา ‘น.ส.3 ก.’ บนเขาปากเตรียม เร่งทำเสร็จใน 35 วันแล้วรีบขายเปลี่ยนมือ

โดยขณะคณะทำงานฯ ได้เดินตรวจสอบสภาพป่า และไม้ที่ทำการตรวจยึด นายชัยวัฒน์ ได้นำชี้ให้คณะทำงานเห็นว่า มีตอไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกขุดขึ้นมาจากดิน ถูกนำมาวางไว้ในบริเวณพื้นที่ที่มีเอกสาร ในลักษณะแสดงให้เห็นว่าตอไม้ดังกล่าวถูกขุดขึ้นมาเพื่อปรับพื้นที่ทางการเกษตร แต่จากการตรวจสอบกลับไม่พบหลุม จึงเชื่อได้ว่าเป็นตอไม้ที่ถูกขุดจากพื้นที่ป่าเข้ามาเพื่อหวังเป็นหลักฐานในการตรวจชี้ตอของเจ้าหน้าที่

นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) กล่าวว่า อันดับแรกต้องบอกเลยว่าหดหู่เป็นอย่างมาก เสียดายป่า เพราะเป็นป่าที่สมบูรณ์และมีไม้ใหญ่อยู่มาก และมีอายุนับร้อยปี ซึ่งคงต้องบังคับใช้กฎหมายจนถึงที่สุด แต่หากมีหลักฐานว่า ได้มาโดยชอบก็จะให้ความเป็นธรรม ซึ่งภารกิจเร่งด่วน 3 ประเด็นคือ ประเด็นที่ 1 ทำการตรวจยึดและพิสูจน์ไม้ ถ้าบริสุทธิ์ใจและมั่นใจว่าไม้อยู่ในที่เอกสารสิทธิถูกต้อง ก็ให้มานำชี้ และคืนไม้ไป แต่ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็จะเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี ประเด็นที่ 2 เรื่องที่ดิน จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความเห็นให้เพิกถอนแล้ว, กลุ่มที่มีเอกสาร สค.1 อ้างอิง และ กลุ่มที่ไม่มีที่มาที่ไป เพราะลักษณะที่ทางกายภาพที่เราเห็น คือ ภูเขาสูงชัน เป็นป่าธรรมชาติที่ไม่ได้มีการทำประโยชน์มาก่อน เพราะฉะนั้นเราต้องบังคับใช้กฎหมาย โดยไล่ตรวจสอบไปทีละแปลง

ส่วนประเด็นที่ 3 คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ปปป. แต่ในเบื้องต้นได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตรวจสอบในการดำเนินการตามกฎหมาย แต่ถ้าหน่วยงานใดขัดขวางหรือไม่ให้ความร่วมมือ ปปป.ที่เป็นผู้พิจารณาดำเนินการขั้นตอนต่อไป

ทางด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวว่า คงต้องคิดย้อนกลับไปในปีที่ออกเอกสารและคนที่มาชี้จุด ว่าเขาออกเอกสารไปอย่างไร ทำไมถึงได้กล้า เพราะแค่มองดูด้วยสายตาก็เห็นแล้วว่ามีความลาดชันเกิน ร้อยละ 35 และมีความเป็นป่าทึบ ซึ่งในทางกฎหมายทำไม่ได้ และทราบว่าในส่วนของป่าไม้ก็พยายามเข้ามาควบคุมดูแล แต่ด้วยที่มีการอ้างเอกสารและเขามีนักกฎหมายด้วย ทำให้การทำงานของป่าไม้ยากขึ้น วันนี้เราจึงมาช่วยกันทำงานแบบบูรณาการ เพื่อที่จะคืนผืนป่ากลับมาให้ได้โดยเร็ว ให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ดังเดิมให้เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า ให้ร่มเงา ให้ฝน ให้ชีวิต เราต้องช่วยกันคืนชีวิตให้ป่า

“ส่วนเจ้าหน้าที่บังอาจ ผมขอใช้คำว่า “บังอาจ” กล้าที่จะฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ให้เป็นเรื่องของป่าไม้ ตำรวจ ปทส. ปปป. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ส่วนเจ้าหน้าที่ ที่คิดว่าตัวเองยังเพิกเฉยกับผลการตรวจสอบและมติต่างๆ ที่ผ่านมา เดี๋ยวจะให้ ปปป. เข้าไปช่วยขับเคลื่อน ถ้าท่านยังไม่ดำเนินการ ท่านจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจน แต่หากยังไม่ชัดเจนก็ต้องบังคับใช้กฎหมาย” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว.



