ภายหลัง “เดลีโฟกัส” ตามเกาะติดการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก.โดยมิชอบ บนเขาปากเตรียม อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เนื้อที่กว่า 2 พันไร่ ระดมตัดไม้ในป่าแบบไม่ยำเกรงกฎหมาย ล่าสุด นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. สนธิกำลังหลายหน่วยงาน นำหน่วยพยัคฆ์ไพร-ตำรวจ ปทส. ร่วมสางคดีลุยเก็บหลักฐานไม้ซุง-ตอไม้ ขยายผลเอาผิด “กลุ่มนายทุน” ชักใยอยู่เบื้องหลัง วางแผนแยบยลหวังทำลายผืนป่าให้สิ้นสภาพ เร่งพัฒนาที่ดินให้เพิ่มมูลค่า เพราะใกล้โครงการก่อสร้างแลนด์บริดจ์ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลาง รายงานว่า ภายหลังการลงพื้นที่ปฏิบัติการเป็นวันที่ 2 ของคณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า เขาปากเตรียม ตามคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นหัวหน้าคณะทำงานฯ พร้อมด้วย พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร ได้เข้าหารือ นายราชัน มีน้อย ผวจ.ระนอง อีกครั้ง เพื่อประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในท้องถิ่นด้านเอกสารหลังเกิดปัญหาอุปสรรคในการเรียกตรวจสอบและส่งมอบหลักฐานบางอย่าง

ขณะเดียวกัน กำลังเจ้าหน้าที่ซึ่งบูรณาการร่วมกันระหว่าง สำนักจัดการป่าไม้ที่ 11 สุราษฎร์ธานี กับหน่วยงานปกครองท้องที่ และ ตำรวจ ปทส. เร่งระดมตรวจสอบไม้ที่ถูกตัดเอาไว้จำนวนมาก ในพื้นที่ 5 จุด จำนวน 23 กอง และเร่งดำเนินการ “ตีตรากัก” ก่อนขนย้าย ไม้ซุงจำนวน 1,015 ท่อน เป็นไม้ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจจำพวกไม้กระยา, ไม้จำปา, ไม้ตะเคียนทราย, ไม้หลุมพอ และไม้ไข่เขียว จำนวน 676 ท่อน ปริมาตรประมาณ 494 ลบ.ม. และเป็นไม้เบญจพรรณที่ไม่มีค่าทางเศรษฐกิจ 375 ท่อน ปริมาตรประมาณ 190 ลบ.ม. ภายหลังการตีตรากักเรียบร้อยแล้ว สำนักงานจัดการป่าไม้ที่ 11 สุราษฎร์ธานี จะดำเนินการเคลื่อนย้ายไม้ไปเก็บรักษาที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอสุขสำราญ เพื่อรอพิสูจน์

แกะรอยที่มา ‘น.ส.3 ก.’ บนเขาปากเตรียม เร่งทำเสร็จใน 35 วันแล้วรีบขายเปลี่ยนมือ

ด้านนายชาญชัย หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร เปิดเผยว่า ภายหลังการตรวจสอบตอไม้ที่พบในพื้นที่ ระบุว่ามีเอกสาร น.ส.3 ก. นั้น อาจเป็นการจงใจสร้างหลักฐานขึ้นมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นไม้ที่ตัดจากแปลงที่ดินมีเอกสารสิทธิตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2562 มาตรา 7 ซึ่งได้ปลดล็อกกฏหมาย “ไม้หวงห้าม” โดยให้ไม้หวงห้ามที่ขึ้นในที่ดินกรรมสิทธิ์ ไม่เป็นไม้หวงห้ามอีกต่อไป เจ้าของสามารถตัด โค่น เลื่อย ทำประโยชน์และเคลื่อนย้ายไม้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งตรงนี้อาจเป็นช่องว่างให้กลุ่มบุคคลนำ “ตอไม้” จากในป่าเข้ามาไว้ในพื้นที่เพื่อหวังสวมสิทธิตบตาเจ้าหน้าที่ เพราะธรรมชาติของการตัดไม้ โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ ไม่เคยปรากฏว่ามีการถอนตอขึ้นมาด้วย แต่ในพื้นที่ป่าปากเตรียมกลับพบตอไม้ขนาดใหญ่จำนวนมากจนผิดสังเกต

ข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบเชิงลึกของเจ้าหน้าที่พบพฤติการณ์เชื่อมโยงกับกลุ่มนายทุนที่อาจอยู่เบื้องหลัง มีการใช้วิธีการออกเอกสารสิทธิทับพื้นที่ป่า รวมถึงการใช้ “ระวางทิพย์” และการกดดันชาวบ้านในพื้นที่เพื่อเข้าครอบครองที่ดินและเตรียมพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดยมีการตัดถนนไส้ไก่ครอบคลุมพื้นที่อย่างเป็นระบบ

ทางด้าน พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส เปิดเผยว่า กองบังคับการตำรวจป้องกันปราบปรามการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อคลี่คลายคดีการบุกรุกที่ดินของรัฐและการทำไม้โดยผิดกฎหมาย โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้ชุดสืบสวนกองกำกับการ 5 ปทส. ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ เข้าสืบสวนหาข่าวและติดตามพยานมาซักถามปากคำไว้ก่อน รวมถึงนำผลของคณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐทำลายทรัพยากรในพื้นที่ภาค 4 ที่เคยดำเนินการไว้เมื่อ ปี 65 มาขยายผลเพิ่มเติมโดยให้ติดตามตัวพยานที่เคยปรากฏในบันทึกปากคำมาสอบสวนเป็นพยาน

ตอนนี้เราเห็นตัวละครที่เป็นตัวการใหญ่ในการบุกรุกที่ดินของออกเอกสารสิทธิ์ 4-5 คน ในนี้มี “นายทุน 3 ราย” มีนักกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีการทำงานที่เป็นขบวนการ และเป็นขั้นตอน คือออกเอกสารสิทธิ์แล้วขายให้กับนายทุน ซึ่งหากไม่สามารถยับยั้งไว้ในขั้นตอนต่อไปก็คือการออกโฉนดที่ดิน ส่วนในกลุ่มขบวนการของการทำไม้โดยผิดกฎหมาย ในการสืบสวนพบสัญญาว่าจ้างทำไม้ 2 ฉบับ ที่มีการระบุเลขที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ นส.3 ก. ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือไปข่มขู่เจ้าหน้าที่เมื่อมีตรวจสอบ โดยขณะนี้เรามีเบาะแส เกี่ยวกับเส้นทางการนำไม้ออกจากป่ารวมถึงโรงเลื่อยที่กลุ่มนายทุนนำไม้ไปแปรรูป อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ความถูกต้องคาดว่าจะได้หลักฐานในเร็วๆ นี้.