เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 9 เม.ย. 69 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา  ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม  เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา162  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  มี สส. สว. เข้าร่วมประชุมอย่างคึกคัก  โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำทีม ครม.เข้าร่วมการแถลงนโยบายอย่างพร้อมเพรียงเช่นเดียวกัน

โดยนายอนุทิน  แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่า ครม.จะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารราชการภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  และภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win  ได้แก่ โครงการคนละครึ่งพลัส การลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง จากความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง การผลิตขนส่งน้ำมันชะงักงัน ราคาเพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ไม่อาจคาดได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด รัฐบาลพยายามบรรเทาผลกระทบให้คนไทยภายใต้อำนาจรัฐบาลรักษาการ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง แก้ปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากภัยต่างๆ ให้คนไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า  จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลจะเร่งมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง บรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อการดำรงชีพ พลิกวิกฤติโลกเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ตอกย้ำบทบาทประเทศเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก รัฐบาลจะเร่งจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ ปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาประเทศ ในวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยที่เป็นแรงกดดัน บั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรเป็น และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งภัยเศรษฐกิจ วิกฤติหนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ภัยสังคม การเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ปัญหายาเสพติด  ภัยสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดภัยพิบัติต่อเนื่อง ภัยความมั่นคง การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกิดภัยคุกคามไซเบอร์ การเข้ารับหน้าที่บริหารราชการของรัฐบาลมุ่งต่อยอดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ และขั้วอำนาจโลกที่ไม่มีความแน่นอนได้อย่างยืดหยุ่น นำความกินดีอยู่ดีให้คนไทย ปกป้องอธิปไตย ส่งเสริมผลประโยชน์ชาติ

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายสำคัญแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศ ดังนี้ ด้านเศรษฐกิจ สร้างโอกาสเติบโตเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนไทย สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน เทคโนโลยีตามความต้องการแต่ละกลุ่ม อาทิ การดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส”  การพัฒนายกระดับทักษะที่จำเป็น อาทิ ทักษะความรู้ดิจิทัล  ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์  การส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ การยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน พลิกโฉมมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ นวัตกรรม การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ด้านการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย จัดการปัญหานอมินีที่ตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทย ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย การแก้กฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคให้สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง

นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พัฒนาการทำการเกษตรแม่นยำด้วย AI การยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ด้านการท่องเที่ยว สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายการเดินทาง 365 วัน ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศครอบคลุมทุกทิศทาง แสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์  การส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความสงบสุขให้สังคมไทย โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์  สานต่อการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี และกลไกทวิภาคี เร่งศึกษาแนวทางยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อน (เอ็มโอยู 44) ให้เสร็จโดยเร็ว แก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายอนุทิน  กล่าวว่า ขณะเดียวกันจะบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด ผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น ไม่สนับสนุนการพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจถูกกฎหมาย การพนันที่แฝงมาในรูปกีฬาและสันทนาการ รวมถึงจะดำเนินการแก้กฎหมายระเบียบที่เกี่ยวกับการพนัน เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด  ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นหรือปล่อยปละละเลยให้มียาเสพติดในพื้นที่ ต้องรับโทษทางวินัยร้ายแรงและอาญา ให้ออกจากราชการไว้ก่อน การปฏิรูปเกณฑ์ทหาร ดำเนินโครงการอาสาสมัครทหารอาสา 1 แสนอัตรา เปิดรับชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน ระบบประเมินผลชัดเจน เป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

นายอนุทิน  กล่าวว่า ด้านสังคม พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ปรับหลักสูตรการศึกษา การจ้างงานให้สอดรับตลาดแรงงานในอนาคต ยกระดับบริการสุขภาพคนไทย ด้านภัยพิบัติสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ เร่งรัดพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ การใช้เอไอวิเคราะห์ข้อมูลบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ด้านบริหารจัดการภาครัฐและกฎหมาย มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนให้แล้วเสร็จ และมีผลบังคับใช้ใน 180 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกการดำรงชีวิตและประกอบธุรกิจ การเร่งเสนอชุดกฎหมายแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ ที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลบังคับใช้ใน 1 ปี การปฏิรูประบบราชการ

นายอนุทิน  กล่าวว่า  รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงกำหนดกลไกบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ 5 กลุ่มดังนี้ 1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 2.การผลิต การค้า และบริการ  เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคการเกษตร เกษตรแปรรูป การยกระดับอุตสาหกรรม 3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงยั่งยืน 5.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายชั้ว

“การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจะยึดประโยชน์ประเทศ ประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง การเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ อาทิ เงินกู้  กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนร่วมลงทุน จะใช้จ่ายงบประมาณตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ การให้บริการประชาชนและลดภาระหนี้สาธารณะประเทศในระยะยาว  ท้ายที่สุดนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนประชาชนว่า ความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญวันนี้ และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย รัฐบาลพร้อมเติมเต็ม ทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชน นำพาประเทศสู่การพัฒนาเต็มศักยภาพ ให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศระยะยาว จะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้  เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายอนุทิน กล่าว

ทั้งนี้รวมเวลาที่นายกรัฐมนตรีอ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา  รวมทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 8 นาที 42 วินาที