เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายศิริโชค โสภา อดีตสส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า วันนี้ ผมตัดสินใจเดินหน้า เพื่อยืนยันว่ากฎหมายต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ และไม่ถูกใช้แบบสองมาตรฐาน ตนได้หารือกับทีมกฎหมาย เพื่อเตรียมยื่นฟ้องคณะกรรมการป.ป.ช. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในประเด็นการละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีของนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลตั้งแต่เดือน ม.ค. 2568 จนถึงวันนี้ เวลากว่า 15 เดือน ผ่านไป คดียังไม่มีความคืบหน้าในการยื่นฟ้อง แม้จะมีหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการหลายครั้ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล ถูกชี้มูลเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569 และภายในเวลาเพียง 2 เดือน เรื่องถูกส่งถึงศาลฎีกาแล้ว

“คำถามจึงไม่ใช่ว่า ‘ใครผิดหรือใครถูก’ แต่คือ เหตุใดมาตรฐานและความรวดเร็วจึงแตกต่างกันอย่างชัดเจน กระบวนการเดียวกัน กฎหมายฉบับเดียวกัน แต่อัตราเร่งกลับไม่เท่ากัน ความแตกต่างเช่นนี้ไม่อาจไม่ถูกตั้งคำถามจากสังคม การดำเนินการครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อต่อสู้กับบุคคลใด แต่เพื่อปกป้องหลักการว่ากฎหมายต้องถูกบังคับใช้อย่างเสมอภาค และเมื่อความยุติธรรม ‘เร็วกับบางคน แต่ช้ากับบางคน’ สิ่งที่สั่นคลอนไม่ใช่แค่คดีใดคดีหนึ่ง แต่คือความเชื่อมั่นทั้งระบบ สำหรับวันและขั้นตอนการยื่นฟ้องอย่างเป็นทางการ ผมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง พร้อมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนโดยละเอียด” นายศิริโชค ระบุ

สำหรับกรณีที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ขณะดำรงตำแหน่ง สส. เขตเลือกตั้งที่ 7 จ.สงขลา พรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2568 นั้น สืบเนื่องจาก นายณัฏฐ์ชนนถูกกล่าวหารับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากบุคคล เนื่องจากยอมให้บุคคลอื่นชำระค่ารักษาพยาบาลแทนให้แก่ตนเอง เนื่องจาก นายณัฏฐ์ชนนเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ระหว่างวันที่ 19-21 ก.ย. 2562 และวันที่ 23 ก.ย.-18 ต.ค. 2562 รวมค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 1,449,223 บาท โดยได้ยอมให้บุคคลอื่นชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลแทนตนเอง เป็นเงิน 1,335,778 บาท และได้นำใบเสร็จรับเงินค่ารักษาไปเบิกค่ารักษาพยาบาลจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 495,409.50 บาท ต่อมา นายณัฏฐ์ชนนได้เสนอแต่งตั้งบุคคล 1 ใน 3 รายที่ชำระค่ารักษาพยาบาลแทนตน ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ซึ่งถือเป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้อื่นนอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

โดย ป.ป.ช.จะต้องส่งรายงานสำนวนการไต่สวนเอกสารพยานหลักฐานและความเห็นพร้อมสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และให้เสนอเรื่องกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรงต่อศาลฎีกาฯ เพื่อวินิจฉัยต่อไป.