เมื่อวันที่ 20 เม.ย. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เปิดเผยวว่า ได้มอบนโยบาย และทิศทางการทำงานของกระทรวงคมนาคมหลังจากนี้ให้สอดรับกับข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำเรื่องความคุ้มค่า และลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดยจะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับการซ่อมบำรุงโครงข่ายเส้นทางเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่าการทุ่มงบสร้างใหม่ รวมถึงตัดลดงบก่อสร้างอาคารที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนเป็นการเช่าอาคารแทน เพื่อลดภาระงบประมาณผูกพันระยะยาวและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการประหยัดพลังงานด้วยการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานรัฐ และเร่งสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจ

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลมีนโยบาเร่งผลักดันโครงการระยะเร่งด่วน (Quick – win) จึงขอให้ทุกหน่วยงานเร่งสานต่อโครงการต่อเนื่อง และโครงการสำคัญ แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. Quick-win 1 เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ให้สามารถเปิดให้บริการได้โดยเร็ว 2.Quick-win 2 เร่งรัดประกวดราคา สำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติ หรือมีความพร้อม และ 3. Quick-win 3 เร่งรัดเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่ออนุมัติโครงการ ทั้งนี้ได้เน้นย้ำให้เร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์, โครงการรถไฟทางคู่ ระยะ(เฟส) ที่ 2 ที่เหลืออีก 6 เส้นทาง และการพัฒนาตั๋วโดยสารร่วม ซึ่งไม่ใช่ร่วมเพียงแค่รถไฟฟ้าเท่านั้น แต่จะเป็นตั๋วร่วมที่ใช้บัตรใบเดียวเดินทางเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือ เบื้องต้นตั้งเป้าหมายให้สามารถใช้ตั๋วร่วมกับรถไฟฟ้าทุกสายได้ก่อนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2570 เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานพิจารณาการใช้รถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ปรับเป็นรถไฟฟ้า EV แทน โดยเฉพาะองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ซึ่งขณะนี้มีแผนเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 1,520 คัน โดยจะได้รับรถดังกล่าวประมาณเดือน มี.ค.2570 ดังนั้นในระหว่างที่รอรับรถเมล์ใหม่ จึงมีแนวคิดที่จะให้ ขสมก. เช่ารถเมล์ EV ของบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) ซึ่งปัจจุบันมีรถประมาณ 800 คัน ที่จอดไว้ ไม่ได้นำมาวิ่งให้บริการ เพื่อนำมาใช้ทดแทนรถเมล์ร้อน ของ ขสมก. โดยได้มอบให้ ขสมก. ไปพิจารณาข้อกฎหมาย และระเบียบต่างๆ ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า ต้นทุนการเช่า รถ EV ประหยัดกว่ารถดีเซลที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบันประมาณเท่าตัว โดยรถดีเซลมีค่าใช้จ่าย 40 บาทต่อกม. ขณะที่รถ EV ประมาณ 20 บาทต่อกม. อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ ขสมก.ต้องไปตรวจสอบข้อกฎหมายต่างๆ ให้รอบคอบ ซึ่งหากไม่ขัดกฎหมาย หรือระเบียบใด ตั้งเป้าหมายจะนำมาให้บริการได้ภายในปี 2569 โดยยังคงจัดเก็บค่าโดยสารราคาเดิมที่ 8 บาท เท่ากับค่าโดยสารรถเมล์ร้อนในปัจจุบัน.



