ความคืบหน้าหลังจาก “เดลีโฟกัส” เกาะติดการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3ก.โดยมิชอบ บนเขาปากเตรียม อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ห้องประชุม CA429 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบในพื้นที่เขาปากเตรียม จ.ระนอง และกรณีการลักลอบตัดไม้มีค่าลำเลียงจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไปรวบรวมไว้ยังโกดังไม้ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเตรียมส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเชิญตัวแทนอธิบดีกรมป่าไม้, นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) กรมป่าไม้ และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าสำนักอุทยานฯ และหัวหน้าชุดพญาเสือ เข้ามาให้ข้อมูล
แนะเอาผิด ‘ฟอกเงิน’ กลุ่มข้าราชการนอกรีต-นายทุนใหญ่ รุก ‘ปากเตรียม’

นายชีวะภาพ กล่าวตอนหนึ่งว่า เรื่องนี้เกิดมานาน และเป็นคดีความแล้ว ทั้งบุคคล และหน่วยงานที่รับผิดชอบ ใครผิด ใครถูกก็ต้องรอผลการสืบสวนสอบสวน แต่ที่ตั้งข้อสังเกตคือความล่าช้าในการดำเนินการ เพราะมีข้อร้องเรียนมานานแล้ว กลับไม่มีกระบวนการเบรกให้อยู่ภายใต้กฎหมาย จนเกิดความเสียหายกับภูเขาทั้งลูก ป่าเสียหายเป็นพันๆ ไร่ วันนี้ไม่สามารถเอาคืนได้ แต่ขอบคุณพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ และนายชัยวัฒน์ ที่เข้าไปจัดการให้อยู่ในสิ่งที่ควรจะเป็น เพื่อทรัพยากรที่ยังเหลืออยู่ ทั้งนี้ขอกำชับเรื่องการคัดสำเนา ให้เจ้าหน้าที่ทำการรับรองสำเนาด้วย เพื่อประโยชน์ในการใช้ในการต่อสู้คดี พร้อมขอให้ขายไม้ของกลางเก็บเป็นเงินไว้แทน ซึ่งปลอดภัยกว่า ไม่ให้มีการทำลายไม้ของกลางได้ ซึ่งหากสุดท้ายแพ้คดีก็จ่ายเป็นเงินแทน พร้อมประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ ตัวแทนอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ความคืบหน้าการรุกที่ป่า ออกเอกสารสิทธิไม่ชอบในพื้นที่เขาปากเตรียมนั้น จะดำเนินการให้ถึงที่สุด เพราะมีข้อพิรุธเยอะ อาทิ ตั้งแต่วันออกเอกสารสิทธิก็มีการขายต่อให้ “นายทุน” ซึ่งเป็นบุคคลที่ 2 เลย กรณีผู้ได้รับเอกสารสิทธิเป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคม เป็นต้น มีการตัดไม้ไปใช้ประโยชน์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นำมาสู่การตรวจสอบ 21 แปลง พบเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำตามระเบียบของกรมที่ดิน ไม่ได้นำเอาพื้นที่ภูเขา พื้นที่ลาดชันมาพิจารณาประกอบการออกเอกสาร จึงมีความเห็นว่า ออกเอกสารไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือออกเอกสารไม่ชอบ 21 แปลง ทำให้พื้นที่อื่นๆ น่าจะเข้าข่ายเดียวกัน ไม่ว่าจะออกโดยมี สค.1 หรือไม่ก็ตาม แต่เป็นการออกคราวเดียวกัน และดำเนินการตรวจสอบ แต่อาจจะใช้เวลานาน ตอนนี้เจ้าพนักงานที่ดินระนอง ผู้ว่าฯ เร่งกระบวนการขึงรูปแปลง และปรากฏไม้บางส่วนอยู่นอกแปลงน.ส.3 และมีการจับกุม ยึดไว้ 400 กว่าท่อน กำลังจะขนไปเก็บไว้ที่ว่าการ อ.สุขสำราญ นอกจากนี้ยังมีไม้บนเขาอีกเป็นพันๆ ท่อน หากพิสูจน์ไม่ได้ก็นำเข้าสู่คดี ซึ่งมีการแจ้งความดำเนินคดี ขยายผลแล้ว
“ส่วนการออกเอกสาร น.ส.3ก.ออกโดยไม่ชอบนั้น ทางกรมป่าไม้ได้ไปขอคัดสำเนาเอกสารจากที่ที่ดิน พร้อมตรวจสอบว่าออกเอกสารเป็นไปตามข้อเท็จจริงหรือไม่ หากเป็นไปตามข้อเท็จจริงก็ดีไป แต่เท่าที่เห็นคิดว่าไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง อาจเป็นการเขียนโดยใช้ดุลพินิจเพื่อให้สามารถออกเอกสาร น.ส.3ก. ได้เท่านั้นเอง ซึ่งทางผู้ว่าฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่ดินอำนวยความสะดวกในการคัดสำเนาของเจ้าหน้าที่ป่าไม้อย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหานี้”

ด้านนายชาญชัย หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร กล่าวว่า จากการหารือกันของทีมงานได้ข้อสรุปมาดำเนินการตรวจยึดไม้ท่อนก่อน โดยเมื่อวันที่ 8-10 เม.ย. ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบแล้วไม่มีผู้แสดงตนเป็นเจ้าของ ไม่มีใครแสดงได้ว่าไม้เหล่านี้ตัดมาจากที่ดินแปลงใด จึงเข้าข้อกฎหมายที่สามารถบังคับใช้ สามารถตรวจยึดอยู่ในการครอบครองของกรมป่าไม้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการดำเนินการตามกฎหมาย หากมีผู้ใดสามารถอ้างการเป็นเจ้าของ สามารถครอบครองได้ เราก็ยินดีให้พิสูจน์ตามกฎหมายได้ นอกจากนี้ จากการใช้อากาศยานไร้คนขับ บินถ่ายภาพที่ดินทั้งหมดบริเวณนั้นไว้แล้ว ยังมีไม้ที่ถูกตัดกระจายอยู่บนยอดเขาจำนวนมาก เราล็อกจุดเป้าหมายไว้กว่า 100 จุด มีไม้ประมาณ 1,000 ท่อน
โดยในวันที่ 22 เม.ย. ทีมจะลงพื้นที่เพื่อตรวจวัดและทำบัญชีไม้ทั้งหมดก่อนยึดและนำไปเก็บไว้ที่ อ.สุขสำราญ ซึ่ง ผวจ.และนายอำเภอให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ สำหรับเรื่องที่ดินที่จะทำไปพร้อมกันนั้น หลังจากลงพื้นที่ 22 เม.ย. นี้แล้ว ทีมพยัคฆ์ไพร จะร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทำการขอคัดระวางแปลงที่ดินทุกแปลงมาใหม่ ที่สำคัญคือสารบบที่ดินเพื่อดูรายละเอียดแล้วแบ่งกลุ่มการทำงานของแปลงที่ดินเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มที่มีความเห็นให้เพิกถอนแล้วจำนวน 21 แปลง ถ้าแปลงไหนเข้าข่ายทำผิดกฎหมายสามารถแจ้งความได้ด้วยข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดในพื้นที่ ด้วยลักษณะเป็นภูเขาหรือการไม่ได้ทำประโยชน์ เป็นต้น กลุ่มที่ 2 ที่ออกมาโดยไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีหลักฐานเดิม และกลุ่มที่ 3 ชุดที่อ้างสค.1 ต้องตรวจสอบรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ต้องดูว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ จะดูให้ตรงที่สุด แต่พื้นที่จริงเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว ว่าเป็นพื้นที่ภูเขาไม่มีการทำประโยชน์มาก่อน อันนี้ผู้เกี่ยวข้องในการออกเอกสารคลาดเคลื่อนก็จะดำเนินการจนกว่าจะครบถ้วนและได้ข้อยุติ

ขณะที่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ในขณะนั้น มีคำสั่งตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินและทำลายทรัพยากรธธรรมชาติ ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และพื้นที่อื่น ๆ ในความรับผิดของทภ.4/กอ.รมน.ภาค 4 ซึ่งคณะทำงานชุดดังกล่าวต้องลงนามตั้งทุกปี แต่เมื่อปี 2568 ไม่มีการลงนาม ดังนั้นจึงอยากให้ กมธ. ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแต่งตั้ง นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมการไล่ซื้อที่ดินตั้งแต่ระนอง ชุมพร พังงา ของกลุ่มใหญ่ 3 กลุ่ม หนึ่งในนั้นคือ “อาม่า” มีความเชื่อมโยงกับโครงการแลนด์บริดจ์ และการจัดทำ One map ยืนยันว่าเขาปากเตรียมคิดเป็นพื้นที่ป่า 31% วันนี้อยากให้กรมที่ดินกางเอกสารสิทธิให้ชัดเจนเพื่อให้รู้ว่าปัจจุบันนี้มีพื้นที่ป่าจริงๆ เหลือถึง 28% หรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่ถึง เพราะแค่ปากเตรียมก็ออกเอกสารสิทธิไปตั้งเท่าไหร่แล้ว



