สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ว่า การเรียกร้องครั้งนี้เน้นย้ำถึงความไม่สบายใจของนักลงทุนที่ว่า วิกฤติพลังงานที่เกิดจากสงครามของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน อาจถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการลดความมุ่งมั่นด้านสภาพอากาศ เนื่องจากรัฐบาลต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการรักษาอุปทาน

บริษัท นอร์เดีย แอสเซต แมเนจเมนต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริการทางการเงิน “นอร์เดีย” ผู้ให้กู้ในกลุ่มประเทศนอร์ดิก และสถาบันการเงินอีก 11 แห่ง เป็นส่วนหนึ่งของผู้ลงนามที่เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ไม่ผ่อนปรนท่าที โดยเตือนว่า การกระทำดังกล่าวจะบั่นทอนเป้าหมายด้านสภาพอากาศ และความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

หนังสือลงนามระบุว่า การพัฒนาแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลแห่งใหม่ในแถบอาร์กติก จะใช้เวลานานกว่า 10 ปี จึงจะเริ่มดำเนินการได้ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขวิกฤติในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ภูมิภาคอาร์กติก เป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่เปราะบางที่สุดของโลก และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งการขยายการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติม จะเพิ่มแรงกดดันต่อระบบนิเวศที่มีความสำคัญระดับโลกเหล่านี้ ด้วยการเพิ่มความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของน้ำมัน” หนังสือลงนาม ระบุเสริม

แม้นโยบายปัจจุบันของอียู สนับสนุนการแบนการพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมในแถบอาร์กติก และปฏิเสธการซื้อไฮโดรคาร์บอน อย่างไรก็ตาม กลุ่มยังไม่มีการประกาศระงับอย่างเป็นทางการ.

เครดิตภาพ : REUTERS