ที่สำนักงาน กกต. เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงข่าวสรุปภาพรวมผลงานเนื่องในโอกาสครบรอบ 28 ปี สำนักงาน กกต. พร้อมแสดงความขอบคุณภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการ และสื่อมวลชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนและธำรงรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอด 28 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าทุกความเห็นและข้อเสนอแนะคือพลังสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งของประเทศไทยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นายแสวง กล่าวว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของประชาชนไม่ได้อยู่เพียงแค่การจัดการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นตามกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องมีความโปร่งใส รวดเร็ว และเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ความสำเร็จขององค์กรในอนาคตจึงไม่ได้วัดจากจำนวนการเลือกตั้งที่จัดเสร็จตามเวลา แต่วัดจากความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตย

นายแสวง กล่าวอีกว่า สำหรับก้าวต่อไปในก้าวสู่ปีที่ 29 กกต. มุ่งมั่นปรับบทบาทจากผู้จัดการเลือกตั้ง สู่การเป็น “องค์กรขับเคลื่อนความเชื่อมั่นทางประชาธิปไตย” โดยได้กำหนดทิศทางการทำงานขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงใน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. ยกระดับการเลือกตั้งด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้การจัดการเลือกตั้งที่ถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น ลดขั้นตอน ลดความผิดพลาดและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเข้าถึงบริการของ กกต. ได้ทุกที่ ทุกเวลา 2. เปิดเผยข้อมูลมากขึ้นสื่อสารกับประชาชนมากขึ้นรับฟังเสียงของประชาชนมากขึ้นโดยจะปรับพัฒนาระบบข้อมูลสาธารณะ ให้เขาถึงง่ายเข้าใจง่ายและตรวจสอบได้เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการเฝ้าระวังและพัฒนาการกระบวนการเฝ้าระวังไปด้วยกัน และทำกิจกรรมคิดก่อนแชร์

3. พัฒนาการเมืองให้มีประสิทธิภาพทันสมัยและเป็นธรรม นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการสืบสวน สอบสวน ตรวจสอบค่าใช้จ่ายทางการเมืองบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนเพื่อการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเสมอภาคและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย 4. สร้างพลเมืองประชาธิปไตยยุคใหม่โดยมุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ส่งเสริมหน้าที่พลเมืองของประชาชนในทุกช่วงวัย 5. ปรับองค์กรเป็นองค์กรดิจิทัลที่มีสมรรถนะสูงโดยทบทวนการทำงาน ลดความซับซ้อน เพิ่มความคล่องตัว พัฒนาทักษะบุคลากรด้านเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัล พร้อมนำระบบการจัดการสมัยใหม่มาใช้เพื่อให้ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อถามถึงแผนการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า จากคติพจน์ใหม่ ที่ระบุว่า สุจริต โปร่งใส เป็นกลางและเที่ยงธรรม ซึ่งถือเป็นคำมั่นสัญญาและเป็นรากฐานขั้นต่ำของการเลือกตั้ง โดยย้ำว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง แม้จะมีสิทธิเสรีภาพและทัศนคติทางการเมืองส่วนตัว แต่ในฐานะผู้จัดงานต้องไม่เอนเอียง ส่วนความเที่ยงธรรมคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งพนักงานได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และมั่นใจว่าจะไม่มีข่าวเรื่องการทุจริตในส่วนของเจ้าหน้าที่อย่างแน่นอน ขณะนี้แผนงานและโครงการต่างๆ อยู่ระหว่างเสนอให้ กกต. พิจารณาเห็นชอบ

เมื่อถามถึงกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า เลขาธิการ กกต. โยนภาระให้ประชาชนจากโจทย์ที่ระบุว่า “การเลือกตั้งเป็นของประชาชน” นายแสวง ชี้แจงย้ำว่า การเลือกตั้งเป็นของประชาชนเป็นหลักการที่ใช้กันทั่วโลก ไม่ใช่การโยนภาระ หากประชาชนไปใช้สิทธิแล้วกลับบ้าน เมื่อเกิดความสงสัยภายหลังแล้วมากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน จะทำให้กระบวนการสืบสวนสอบสวนทำได้ยากเนื่องจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว แต่หากประชาชนและอาสาสมัครเข้ามามีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง มีการบันทึกภาพหรือวิดีโอร่วมกับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ทุกอย่างจะโปร่งใสและคลี่คลายทันที ระบบถูกออกแบบมาดีอยู่แล้ว แต่คนในระบบต้องช่วยกันดูแล ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้ทำได้อยู่แล้ว

สำหรับความคืบหน้าการสอบสวนเรื่องร้องเรียนทุจริตเลือกตั้งที่ยังค้างอยู่อีกกว่า 2,000 เรื่องนั้น นายแสวง ยอมรับว่าส่วนใหญ่เป็นประเด็นเกี่ยวกับหน้าที่ของ กปน. ซึ่งเมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้วและไม่มีหลักฐานในขณะเกิดเหตุ มีเพียงคำกล่าวหาลอยๆ ทำให้กระบวนการสอบสวนและชั่งน้ำหนักพยานต้องใช้เวลาอย่างมาก เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างที่สุด

นอกจากนี้ ต่อข้อซักถามที่ว่า กกต. จะพร้อมเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของสำนักงานอีกครั้งหรือไม่ หลังจากปิดช่องทางดังกล่าวมาเป็นเวลานาน นายแสวง กล่าวว่า ทางสำนักงานมีความตั้งใจที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แม้จะเป็นคำตำหนิต่อตนเองหรือองค์กรก็พร้อมรับฟัง แต่ที่ผ่านมา ความคิดเห็นส่วนใหญ่ในช่องคอมเมนต์ไม่ใช่การแสดงความเห็นเชิงสร้างสรรค์ตามระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นคำพูดที่ไม่สุภาพและด่าทอด้วยคำหยาบคาย อย่างไรก็ตาม จะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาเพื่อทดลองเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง

“เราพร้อมถูกตำหนิอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เข้ามาคอมเมนต์ส่วนใหญ่เป็นคำพูดหยาบคาย ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยไม่ควรเป็นเช่นนี้ แต่เราก็จะนำกลับไปพิจารณา โดยจะลองทนดูว่าจะทนได้ขนาดไหน” นายแสวง กล่าว