สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ว่า แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลวอชิงตันเปิดเผยกับสื่อหลายแห่ง ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐส่งหนังสือแจ้งต่อสภาคองเกรส เกี่ยวกับแผนปิดสำนักงานทางการทูตใน 5 ประเทศ
ภารกิจดังกล่าวได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงเซนต์จอร์จส์ ประเทศเกรเนดา สถานกงสุลใหญ่ประจำเมืองนาโงยา ประเทศญี่ปุ่น สถานกงสุลใหญ่ประจำเมืองเมดัน ประเทศอินโดนีเซีย สถานกงสุลใหญ่ประจำเมืองวินนิเพก ประเทศแคนาดา และสำนักงานการทูตในเมืองดูอาลา ประเทศแคเมอรูน
แหล่งข่าวยืนยันว่า การปิดภารกิจการทูตทั้ง 5 แห่ง ถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อย และยืนยันว่า ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นการเฉพาะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางลดขนาดและปรับโครงสร้างระบบราชการสหรัฐ
U.S. State Department to close consulate in Winnipeg, sources say https://t.co/BR5rLgXu0G
— The Globe and Mail (@globeandmail) August 3, 2026
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2568 รัฐบาลวอชิงตันสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศการปิดสำนักงานการทูตอย่างน้อย 12 แห่ง ตามแนวทางปรับระบบราชการให้สอดคล้องกับนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน”
ขณะที่สำนักงานบริหารและงบประมาณทำเนียบขาวเคยเสนอให้ดำเนินการในวงกว้างกว่านั้น โดยอาจปิดภารกิจทางการทูตมากถึง 30 แห่ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่บางส่วนมองว่า ภารกิจขนาดเล็กบางแห่งไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายออกมาเตือนว่า การลดเครือข่ายทางการทูต รวมถึงการยุบสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (ยูเอสเอด) ลงอย่างฉับพลัน อาจบั่นทอนบทบาทนำของสหรัฐ และเปิดช่องให้จีนกับรัสเซียเข้ามาขยายอิทธิพล
อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า การลดค่าใช้จ่ายมีความจำเป็นเพื่อปรับขนาดองค์กรให้เหมาะสม และจะเป็นการปรับเครือข่ายทางการทูตให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับภารกิจ พร้อมยืนยันว่า จะปฏิบัติตามขั้นตอนที่แจ้งต่อสภาคองเกรส.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



