สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ว่า แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลวอชิงตันเปิดเผยกับสื่อหลายแห่ง ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐส่งหนังสือแจ้งต่อสภาคองเกรส เกี่ยวกับแผนปิดสำนักงานทางการทูตใน 5 ประเทศ


ภารกิจดังกล่าวได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงเซนต์จอร์จส์ ประเทศเกรเนดา สถานกงสุลใหญ่ประจำเมืองนาโงยา ประเทศญี่ปุ่น สถานกงสุลใหญ่ประจำเมืองเมดัน ประเทศอินโดนีเซีย สถานกงสุลใหญ่ประจำเมืองวินนิเพก ประเทศแคนาดา และสำนักงานการทูตในเมืองดูอาลา ประเทศแคเมอรูน


แหล่งข่าวยืนยันว่า การปิดภารกิจการทูตทั้ง 5 แห่ง ถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อย และยืนยันว่า ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นการเฉพาะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางลดขนาดและปรับโครงสร้างระบบราชการสหรัฐ


ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2568 รัฐบาลวอชิงตันสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศการปิดสำนักงานการทูตอย่างน้อย 12 แห่ง ตามแนวทางปรับระบบราชการให้สอดคล้องกับนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน”


ขณะที่สำนักงานบริหารและงบประมาณทำเนียบขาวเคยเสนอให้ดำเนินการในวงกว้างกว่านั้น โดยอาจปิดภารกิจทางการทูตมากถึง 30 แห่ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่บางส่วนมองว่า ภารกิจขนาดเล็กบางแห่งไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่าใช้จ่าย


อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายออกมาเตือนว่า การลดเครือข่ายทางการทูต รวมถึงการยุบสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (ยูเอสเอด) ลงอย่างฉับพลัน อาจบั่นทอนบทบาทนำของสหรัฐ และเปิดช่องให้จีนกับรัสเซียเข้ามาขยายอิทธิพล


อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า การลดค่าใช้จ่ายมีความจำเป็นเพื่อปรับขนาดองค์กรให้เหมาะสม และจะเป็นการปรับเครือข่ายทางการทูตให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับภารกิจ พร้อมยืนยันว่า จะปฏิบัติตามขั้นตอนที่แจ้งต่อสภาคองเกรส.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES