เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 พิธีปิดหลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนาชนบทสำหรับประเทศไทย ซึ่งจัดโดยศูนย์บริการความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงเกษตรและกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง โดยมี หวัง จิ้ง รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ เข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในพิธี


หลักสูตรดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. และนับเป็นปีที่ 5 ที่ศูนย์ฯ จัดการฝึกอบรมด้านการเกษตรสำหรับบุคลากรจากประเทศไทย โดยตลอดระยะเวลา 21 วัน ผู้เข้าร่วมชาวไทย 31 คน ได้เดินทางไปศึกษาดูงานในหลายพื้นที่ของจีน เพื่อเรียนรู้แนวทางการพัฒนาการเกษตรและชนบท ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับหน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่


ที่กรุงปักกิ่ง ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้แนวทางการประยุกต์ใช้ เกษตรอัจฉริยะ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในภาคการเกษตร ที่มณฑลซานซี คณะได้เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมผลไม้ เพื่อศึกษาประสบการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร ที่เป็นจุดเด่นของท้องถิ่น

ส่วนที่มณฑลอานฮุย คณะได้เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยเกษตรอันฮุย และเรียนรู้รูปแบบการเชื่อมโยงความร่วมมือ ระหว่างสถาบันการศึกษากับชุมชนและท้องถิ่น


หวัง จิ้ง กล่าวว่า หวังว่า ผู้เข้าร่วมอบรมจะนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ กลับไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและพัฒนาภาคการเกษตรของไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรักษาความสัมพันธ์กับศูนย์ฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันผลักดันความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างจีนกับไทย ให้ก้าวหน้าและเกิดผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น


ด้านคุณคงกระพัน เวฬุสาโรจน์ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนผู้เข้าร่วมอบรมจากประเทศไทย กล่าวว่า การเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปอัจฉริยะเอ็นเอฟซี ตลอดจนการสัมผัสงานหัตถกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมถึงพลังของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ และเกษตรกรรายย่อย


ตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม ผู้เข้าร่วมยังได้เรียนรู้ตั้งแต่การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ไปจนถึงการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษากับการพัฒนาชุมชน สะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังความสำเร็จของการพัฒนาชนบทจีนไม่ได้เกิดจากภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่เป็นผลจากการประสานพลังระหว่างภาครัฐ นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร

กิจกรรมตลอดหลักสูตรจึงไม่เพียงเปิดมุมมองใหม่ให้แก่บุคลากรไทย เกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตรและชนบทของจีน หากยังช่วยวางรากฐานด้านบุคลากร ให้แก่ความร่วมมือทางการเกษตรระหว่างไทยกับจีนในระยะยาว พร้อมสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่การพัฒนาภาคเกษตรและชนบท ของทั้งสองประเทศให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ข้อมูล-ภาพ : People’s Daily