ในเดือนตุลาคม 2569 นี้ การกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. จะมีผู้ว่าคนใหม่ เข้ามาสานงานต่อจาก “บิ๊กก้อง” ดร.ก้องศักด ยอดมณี ที่จะหมดวาระลง

ภายหลังจากที่ “บิ๊กก้อง” ได้นั่งในตำแหน่ง “ผู้ว่าการหัวหมาก” มาแล้ว 2 สมัย รวมระยะเวลา 8 ปี

ซึ่งล่าสุดนั้น กระบวนการสรรหา “ผู้ว่าการ กกท.” คนใหม่ ได้ถึงขั้นตอนสำคัญ คือ ได้มีการเสนอชื่อ “ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ” ให้กับคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (บอร์ด กกท.) ที่มี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งผลการพิจารณา ปรากฏว่า “บอร์ด กกท.” ได้เลือก “ซูเปอร์ตั๋ว” นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย ขึ้นเป็น ผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ และเป็นคนที่ 14 ต่อจาก “บิ๊กก้อง”

ขั้นตอนจากนี้ “บอร์ด กกท.” จะพิจารณากำหนดผลตอบแทนและร่างสัญญาจ้าง จากนั้นจะเสนอสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในนามกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นชอบ

ก่อนนำกลับเข้า “บอร์ด กกท.” ให้ความเห็นชอบอีกครั้ง จากนั้นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะนำเรื่องเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

นั่นเท่ากับว่า เมื่อ “ครม.” ไฟเขียว ก็จะทำให้ “ซูเปอร์ตั๋ว” โปรดปราน สมานมิตร นั่งเก้าอี้เบอร์ 1 แห่งค่ายหัวหมาก อย่างเป็นทางการ และจะเป็นสุภาพสตรีคนแรกของประเทศไทย ที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้

สำหรับ กกท. มีภารกิจหลักในการบริหารและขับเคลื่อนกิจการของ กกท. ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนา ใน 3 ด้านหลัก ๆ นั่นก็คือ

1 กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ
2 กีฬาอาชีพ
3 กีฬามวย

ขณะเดียวกัน จะต้องบริหารงานบุคคลและงบประมาณขององค์กร ภายใต้นโยบายของบอร์ด กกท. ด้วย

ในส่วนของภารกิจและหน้าที่หลักของ “ผู้ว่าการ กกท.” สรุปคร่าว ๆ ดังนี้

1 บริหารกิจการองค์กร : ควบคุมและบริหารงานทั่วไปของการกีฬาแห่งประเทศไทย ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และข้อบังคับ

2 บังคับบัญชาบุคลากร : มีอำนาจในการสั่งการ บรรจุแต่งตั้ง และบริหารงานพนักงานและลูกจ้างทุกตำแหน่งใน กกท.

3 ส่งเสริมกีฬาทุกระดับ : ขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนากีฬาพื้นฐาน, กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ และกีฬาอาชีพทั่วประเทศ

4 ประสานงานและบูรณาการ : เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน กกท. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังต้องเดินหน้าระบบสิทธิประโยชน์อย่างเต็มตัวอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อหารายได้มาหล่อเลี้ยงองค์กรอีกทางหนึ่งด้วย

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า สนามกีฬาต่าง ๆ ภายใต้การกำกับดูแลของ กกท. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อาทิ ราชมังคลากีฬาสถาน มักจะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งกีฬาและบันเทิง เพื่อหารายได้เข้าสู่องค์กร เนื่องจากลำพังงบประมาณที่ได้รับจากภาครัฐอย่างเดียว ย่อมไม่เพียงพอแน่นอน

บทบาทหน้าที่ของ “ผู้ว่าการ กกท.” นอกจากจะบริหารงานด้านกีฬาทั้งในและต่างประเทศแล้ว ยังต้องบูรณาการงานด้านสิทธิประโยชน์ รวมทั้งดูและสนับสนุนสมาคมกีฬาต่าง ๆ ทั้ง สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ที่เปรียบเสมือนลูก ๆ ของตัวเอง ที่มีอยู่จำนวนมาก ได้อย่างครบถ้วนอีกด้วย

นี่จึงเป็นโจทย์ข้อใหญ่ ที่จะพิสูจน์ฝีมือพิสูจน์กึ๋นของผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย แต่ละท่าน ว่าจะนำพาองค์กรและวงการกีฬาของไทย ไปได้ดีเพียงใด