เมื่อวันที่ 19 ส.ค. รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.อ่างทอง ที่ชายคนหนึ่งเข้าไปพบเหตุการณ์กลุ่มคนกำลังล็อกตัว ‘นายหำ’ เมื่อผู้เสียหายเข้าไปพยายามจะห้ามปรามหรือช่วยเหลือ กลับถูกรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ ภายหลังทราบว่าผู้ที่รุมทำร้ายนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงสมาชิกสภาเทศบาล หรือ สท. ถึง 2 คน ‘คุณเต็นท์’ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย และ ‘คุณมิ้นท์’ ภรรยา จึงออกมาร้องขอความเป็นธรรม

คุณเต็นท์เล่าเหตุการณ์ว่า ตนเองอาศัยอยู่ที่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง โดยมีอาชีพรับซื้อผักจากชาวบ้านในพื้นที่ ในวันเกิดเหตุคือวันพฤหัสบดีที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา เวลาประมาณเกือบ 2 ทุ่ม ขณะที่เขากำลังขี่ จยย. ไปจ่ายค่ากล้วยให้กับลูกค้า ระหว่างทางได้ผ่านไปแถวบริเวณกลางทุ่งนาซึ่งมืดมากและไม่มีแสงไฟ พบกลุ่มคนกำลังคุมตัวนายหำ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของตนอยู่ โดยที่กลุ่มคนเหล่านั้นไม่ได้แสดงตัวว่าเป็นใคร แต่นายหำได้ตะโกนขอความช่วยเหลือว่า “เต็นท์ ๆ เขามาล็อกกูไว้ทำไมไม่รู้”

เมื่อเห็นดังนั้นคุณเต็นท์จึงวนรถกลับมาที่บ้านเพื่อหยิบมีดเหรียญ (มีดหวด) ออกไป โดยตั้งใจจะใช้ป้องกันตัวเพราะไม่ทราบว่ากลุ่มคนเหล่านั้นมีอาวุธหรือไม่ ซึ่งในขณะนั้นคุณมิ้นท์ผู้เป็นภรรยากำลังอาบน้ำอยู่ ได้รับทราบจากสามีเพียงว่ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นที่นา

เมื่อคุณเต็นท์ขี่รถกลับไปที่จุดเกิดเหตุอีกครั้ง เขาเห็นแสงไฟส่องสว่างเต็มไปหมด จึงเข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจับกุมนายหำ เขาจึงตัดสินใจวนรถกลับเพื่อจะไปแจ้งข่าวให้แม่ของนายหำทราบ แต่ในระหว่างที่กำลังขี่รถออก ได้มีกลุ่มคนซึ่งประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้านและ สท. ติดตามมาและตะโกนให้หยุดรถ ซึ่งคุณเต็นท์ยืนยันว่าเขาหยุดรถโดยดี ไม่ได้มีการขัดขืนหรือต่อสู้ใด ๆ

เมื่อคุณเต็นท์หยุดรถ เจ้าหน้าที่บอกให้นั่งลง คุณเต็นท์ก็ทำตาม แต่มี สท. คนหนึ่งที่สวมเสื้อสีเหลืองได้เข้ามาเตะ พร้อมกับยึดมีดที่คุณเต็นท์พกมา จากนั้นในขณะที่คุณเต็นท์นั่งชันเข่าอยู่ สท. เสื้อเหลืองได้ถีบเข้าที่ศีรษะของเขาจากด้านหลังจนล้มไปข้างหน้า ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่ามีกลุ่มคนขี่รถตามมาประมาณ 4 คัน และสั่งให้คุณเต็นท์ลงไปคุกเข่านั่งกับพื้น ก่อนจะมีการรุมเตะและต่อยอย่างป่าเถื่อน นอกจากนี้ สท. เสื้อเหลืองยังได้หยิบมีดที่ยึดไปมาโยนไว้ตรงหน้า ระหว่างนั้นแว่นสายตาของคุณเต็นท์หล่น คุณเต็นท์จึงบอกว่าเขาสายตาสั้นและมองไม่เห็น แต่ปรากฏว่า สท. กลับกระทืบแว่นตาของคุณเต็นท์จนแตก

ในที่เกิดเหตุนั้น คุณเต็นท์ยังถูกเท้าเหยียบที่แผ่นหลังในขณะที่เขานอนลงกับพื้น โดยเขาสังเกตเห็นว่ามีนายกเทศมนตรีอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่กลับไม่ได้เข้ามาระงับเหตุ อีกทั้ง สท. ยังได้พูดจาในทำนองว่า นายกเทศมนตรีก็เคลียร์เรื่องนี้ไม่ได้

ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายอีกครั้ง เมื่อ สท. ที่สวมเสื้อสีดำ (ทราบชื่อภายหลังว่า สท.ตี๋ หรือประธานตี๋ ซึ่งเป็นประธานสภา) เตะคุณเต็นท์ ส่วนนายกเทศมนตรีที่ยืนโบกรถอยู่

คุณมิ้นท์ ภรรยาของคุณเต็นท์ เล่าเสริมว่า เธอพยายามโทรฯ หาสามีหลายสิบสาย แต่ไม่มีคนรับสาย จึงตัดสินใจพาลูกชายวัย 4 ขวบครึ่ง ขี่รถออกมาตามหาจนพบเหตุการณ์ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งกับเธอว่า สามีของเธอปลอมเฟซบุ๊กเพื่อล่อลวงผู้หญิง แต่เธอยืนยันหนักแน่นว่าสามีใช้โทรศัพท์เพียงเครื่องเดียว และเธอเข้าออกเฟซบุ๊กของสามีตลอดเวลา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปทำเรื่องเช่นนั้น

สรุปมูลเหตุคือ นายหำ ถูกกล่าวหาว่าไปคุกคามและล่อลวงภรรยาของ สท. เมื่อนายหำถูกจับได้ ได้โยนความผิดมาให้คุณเต็นท์ ทำให้กลุ่ม สท. และเจ้าหน้าที่ตามจับคุณเต็นท์ ซึ่งคุณเต็นท์ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นเลย

นอกจากนี้ ยังมีผู้ใหญ่บ้านอยู่ในเหตุการณ์ และมีการใช้เท้าเหยียบหลังของคุณเต็นท์ไว้ในขณะที่เขานอนอยู่ที่พื้น มิหนำซ้ำยังมีการถ่ายภาพคุณเต็นท์และนำไปเผยแพร่ในไลน์กลุ่มหมู่บ้าน ซึ่งคุณมิ้นท์ระบุว่าสร้างความเสียหายให้กับครอบครัวคุณเต็นท์อย่างมาก ลูกของเธอได้รับผลกระทบ

คุณเต็นท์เล่าเสริมว่า หลังจากการรุมทำร้าย สท. ยังได้กล่าวอาฆาตว่าจะอุ้มทั้งคุณเต็นท์และนายหำไปโยนน้ำทิ้ง โดยตราหน้าว่าทั้งคู่เป็นภัยสังคม และเมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามจะเข้ามาไกล่เกลี่ย สท. กลับไล่ตำรวจออกไป

ในแง่ของข้อกฎหมายและการปฏิบัติหน้าที่ ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ได้ให้ความเห็นว่า การกระทำของกลุ่มคนดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งทางการปกครองที่ยืนอยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่ระงับเหตุ อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และถือเป็นตัวการร่วมกันทั้งหมด เนื่องจาก สท. ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมหรือทำร้ายร่างกายประชาชนตามกฎหมาย หน้าที่หลักของ สท. ตามระเบียบคือ การออกข้อบัญญัติท้องถิ่น พิจารณางบประมาณ และตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารเท่านั้น

สท. ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอาญาเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป และไม่สามารถอ้างความเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อกระทำความรุนแรงได้ เว้นแต่จะเป็นกรณีความผิดซึ่งหน้า หรือได้รับการร้องขอจากตำรวจอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ซึ่งในเหตุการณ์นี้ไม่เข้าข่ายกรณีดังกล่าวเลย

สำหรับสถานะล่าสุดของนายหำนั้น ขณะนี้ถูกจับในข้อหายาเสพติด ซึ่งเป็นคนละข้อหากับประเด็นคุกคามผู้หญิงที่เป็นสาเหตุของการทำร้ายร่างกายในครั้งนี้

ภายหลังการรุมทำร้ายร่างกาย นายหำถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวขึ้นรถตำรวจไปยัง สภ.บางจักร โดยมีคุณเต็นท์ตามไปที่โรงพักในภายหลัง ซึ่งคุณเต็นท์เปิดเผยว่า ขณะที่อยู่ที่โรงพักนั้น ภรรยาของ สท.ตี๋ ได้มาแจ้งความนายหำ ส่วนตัว สท.ตี๋ ได้นำเหล้ายาดองเข้าไปโรงพักด้วย

ปมเหตุเบื้องต้นนั้นเกิดจากการที่นายหำได้สร้างเฟซบุ๊กอวตาร เพื่อไปพูดคุยล่อลวงภรรยาของ สท.ตี๋ ให้ออกมาพบ จนนำไปสู่การดักจับตัว โดยทางกลุ่มผู้ก่อเหตุอ้างว่าในขณะที่นายหำถูกจับกุม นายหำได้โยนความผิดให้คุณเต็นท์ โดยบอกว่าคุณเต็นท์เป็นคนแชตคุยกับภรรยา สท.ตี๋ อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือและบัญชีเฟซบุ๊ก ก็พบหลักฐานชัดเจนว่าเป็นเฟซบุ๊กของนายหำ

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามโทรศัพท์ติดต่อนายกเทศมนตรี สท.ตี๋ กลับตะโกนแทรกขึ้นมาด้วยถ้อยคำที่รุนแรงว่า ไม่ต้องให้นายกฯ มา และประกาศว่าตนเองมีเงินประกันตัว จะต้องเสียเงินเท่าไหร่ก็พร้อมจะจัดการเอง ส่วนทางด้าน สท. เสื้อเหลือง ได้มีการกล่าวขอโทษคุณเต็นท์ตั้งแต่ในที่เกิดเหตุ โดยอ้างว่าทำไปเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนเดียวกับที่ล่อลวงเมีย สท. ตอนแรกคุณเต็นท์ก็รับคำขอโทษ จนกระทั่งมาเห็นคลิปเหตุการณ์ที่ตนเองถูกกระทำ จึงรู้สึกว่าทำเกินไป รุนแรงมากเกินที่จะทำใจรับได้ คุณเต็นท์ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและใบหน้า แว่นสายตาก็ถูกกระทืบจนแตกละเอียด

ด้านนายกเทศมนตรี ได้มีให้สัมภาษณ์กับสื่อ อ้างว่าตนเองได้รับการประสานงานให้ตรวจสอบพฤติกรรมบุคคลที่คุกคามผู้หญิงในหมู่บ้าน เมื่อถึงจุดเกิดเหตุพบผู้ต้องสงสัย 2 คน ขี่รถตามกันมา และมีการขัดขืนการตรวจค้น จึงต้องใช้กำลังเข้าควบคุมตัว พร้อมระบุว่าได้พยายามประสานขอโทษและเยียวยาผู้เสียหายแล้ว ที่ทำไปเกินกว่าเหตุ

หนุ่ม กรรชัย และทนายแก้ว ได้ตั้งข้อสังเกตว่า สท. และนายกเทศมนตรีไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าจับกุม เนื่องจากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทนายแก้วชี้แจงประเด็นข้อกฎหมายว่า การจับกุมที่ถูกต้อง ต้องเริ่มจากการที่ผู้เสียหายไปแจ้งความก่อน เพื่อให้เกิดสิทธิในการสืบสวน แต่ในกรณีนี้กลุ่ม สท. กลับรุมทำร้ายคุณเต็นท์ก่อน แล้วจึงค่อยไปแจ้งความในภายหลัง ซึ่งถือเป็นการกระทำโดยมิชอบ และเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

หนุ่ม กรรชัย ตั้งข้อสังเกตถึงคำกล่าวอ้างของนายกเทศมนตรี ที่ยอมรับว่าทำเกินกว่าเหตุ โดยมองว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่การทำเกินกว่าเหตุ แต่คือการที่กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่มีสิทธิกระทำตั้งแต่ต้น เพราะไม่มีอำนาจในการจับกุม เนื่องจากยังไม่ได้มีการแจ้งความ และไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับตำรวจ

ทนายแก้วได้ขยายความในเชิงกฎหมายว่า การจับกุมจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการแจ้งความก่อน หรือต้องเป็นความผิดซึ่งหน้า แต่ในกรณีของคุณเต็นท์นั้นไม่มีความผิดซึ่งหน้า ไม่มีหมายจับ และไม่มีการร้องขอจากเจ้าพนักงานตำรวจให้เจ้าพนักงานปกครองไปช่วยจับ การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นการลุแก่อำนาจ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจ รวมถึงเรื่องที่นายหำโยนความผิดให้คุณเต็นท์ การจะลงโทษใครต้องมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงที่ชัดเจนก่อน ไม่ใช่แค่เห็นคนขับรถตามกันแล้วจะไปหยุดรถหรือทำร้ายเขาได้ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุอย่างมาก

ในส่วนของคุณเต็นท์ เขาได้ให้ข้อมูลว่า หลังเกิดเหตุได้ไปตรวจร่างกายและแจ้งความที่ สภ.บางจักร ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่า ไม่มีบาดแผล อาจด้วยเพราะตอนนั้นรอยมันยังไม่ขึ้น แต่จากนั้นร่องรอยปรากฏชัด ซึ่งตนได้ถ่ายรูปไว้

ทนายแก้วระบุว่า คุณเต็นท์สามารถดำเนินคดีได้ในหลายข้อหา ทั้งทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 ซึ่งมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่นบาท และข้อหาทำให้เสียทรัพย์จากการที่ สท. กระทืบแว่นตา นอกจากนี้ยังรวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หมิ่นประมาท และกฎหมาย PDPA สำหรับบุคคลที่นำภาพและคลิปวิดีโอไปเผยแพร่ในกลุ่มไลน์หมู่บ้าน ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 สำหรับภาพที่มีคนเอาเท้าเหยียบหลังคุณเต็นท์ไว้นั้น ทราบว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ซึ่งทนายแก้วชี้ว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง ในประเด็นเรื่องมีดที่คุณเต็นท์พกไป คุณเต็นท์สามารถสู้คดีด้วยเหตุสำคัญผิดได้ เพราะเขาเห็นลูกพี่ลูกน้องถูกล้อมในที่มืดจึงกลับไปหยิบมีดมาเพื่อป้องกันตัว หรือหากจะมีความผิดฐานพกพาอาวุธจริง ก็มีโทษปรับเพียง 1,000 บาทเท่านั้น

คุณมิ้นท์ ภรรยาของคุณเต็นท์ เปิดเผยความรู้สึกว่ าเธอรู้สึกอับอายมากที่ภาพสามีถูกเผยแพร่ในไลน์กลุ่มหมู่บ้าน จนคนเข้าใจผิดว่าร่วมกระทำความผิดด้วย ในวันเกิดเหตุลูกชายวัย 4 ขวบครึ่ง ก็ไปกับเธอด้วยตอนที่ออกไปตามหา หลังเกิดเหตุมีคนกลางพยายามมาติดต่อขอไกล่เกลี่ย และชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าแว่นและค่ารีโมตรถ แต่เธอปฏิเสธเพราะรับไม่ได้กับความรุนแรงที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังรู้สึกหวาดกลัว เนื่องจากบ้านพักตั้งอยู่กลางทุ่งนา ห่างไกลจากบ้านเรือนอื่น บริเวณนั้นมืด มีบ้านเพียง 3 หลัง ซึ่งตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน

จากนั้นทางรายการได้ติดต่อหา สท.ตี๋ ซึ่งได้ชี้แจงผ่านทางโทรศัพท์ว่า ปมเหตุเกิดจากภรรยาของตนถูกข่มขู่ว่ามีภาพหลุดขณะอาบน้ำ และถูกนัดหมายให้ออกมาพบในที่มืด จึงได้ประสานนายกเทศมนตรีและจัดกำลังออกซุ่มตรวจ

สท.ตี๋ อ้างว่าเห็นคุณเต็นท์และนายหำขี่รถตามกันมา เมื่อนายหำถูกจับได้ก็อ้างว่าคุณเต็นท์เป็นคนนัดและเป็นคนแชตคุย ประกอบกับเวลาที่คุณเต็นท์ปรากฏตัวตรงกับข้อมูลในแชตที่บอกว่า กำลังกลับจากขายของพอดี ทำให้ตนเกิดความสงสัย

อย่างไรก็ตาม คุณเต็นท์ยืนยันหนักแน่นว่า เขาไม่ได้มาด้วยกัน แต่ขี่รถผ่านมาเจอพอดี และที่ต้องวนรถออกในตอนแรกเพราะต้องการไปเอามีดมาช่วยนายหำ เพราะไม่รู้ว่าคือเจ้าหน้าที่ และในตอนหลังที่ขี่รถออกเพราะเห็นแสงไฟเยอะ คิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ จึงจะไปแจ้งแม่ของนายหำว่านายหำถูกจับ

ทนายแก้วตั้งข้อสังเกตว่า หากมาด้วยกันจริง เหตุใดเจ้าหน้าที่ชุดแรกจึงไม่จับกุมคุณเต็นท์ไปพร้อมกับนายหำตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่ง สท.ตี๋ ระบุว่าเพราะคุณเต็นท์ขี่รถหนี พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ในตอนแรกกลุ่มของตนได้เข้าควบคุมตัวนายหำ แต่นายหำได้ทำการซัดทอดว่าคุณเต็นท์เป็นคนทำ ซึ่งข้อมูลในแชตที่มีการทักไปหาฝ่ายหญิงนั้นระบุว่า “กลับจากขายของก่อนเดี๋ยวมาเจอกัน” ซึ่งข้อมูลนี้มีความสอดคล้องกับคุณเต็นท์ที่เป็นคนขายของ ในขณะที่นายหำไม่ได้มีอาชีพขายของ ทำให้ สท.ตี๋ เกิดความสงสัย และเชื่อตามคำซัดทอดนั้น

ด้วยความโมโหอย่างมาก สท.ตี๋ ยอมรับว่ากระทำการทำร้ายร่างกายจริง โดยระบุว่าเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุก็ลงมือเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และไม่รู้จะเชื่อใครระหว่างการซัดทอดไปมา ทั้งนี้ สท.ตี๋ ยอมรับว่าตนเองไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการไปจับกุมตัวบุคคล แต่ที่ทำไปเพราะต้องการไปจับคนที่จะมารังแกภรรยาของตน

หนุ่ม กรรชัย ได้ตั้งคำถามสำคัญเรื่องการใช้สิทธิและอำนาจหน้าที่ โดยเน้นย้ำว่า แม้จะมีความโกรธแค้นในฐานะสามี แต่ประเด็นหลักคือ สท. และกลุ่มคนดังกล่าวมีอำนาจทางกฎหมายในการไปจับกุมผู้อื่นหรือไม่ นอกจากนี้ยังได้ตั้งข้อสังเกตจากคลิปวิดีโอว่า ในขณะที่คุณเต็นท์จอดรถตามสั่งและไม่มีท่าทีขัดขืน กลับถูก สท. เสื้อเหลืองวิ่งเข้าไปถีบ รวมถึงตั้งคำถามต่อพฤติกรรมของนายกเทศมนตรีที่ปรากฏในคลิป ว่าเหตุใดจึงไม่เข้าห้ามปรามทั้งที่มีการกระทำรุนแรงต่อหน้า

นายพุทธิธร ฉัตรบริรักษ์ นายกเทศมนตรีตำบลท่าช้าง ซึ่งอยู่กับ สท.ตี๋ ได้ชี้แจงว่า เหตุการณ์นี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่มีผู้หญิงในพื้นที่ถูกคุกคามทางเพศ และได้มีการไปแจ้งความไว้แล้ว โดยฝ่ายหญิงได้ประสานมาว่าผู้ก่อเหตุนัดให้ออกไปพบ ตนจึงได้ประสานงานเบื้องต้นไปยัง สภ.บางจักร และกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ออกไปช่วยกันดู นายกเทศมนตรียอมรับว่าตำแหน่งนายกเทศมนตรีไม่มีอำนาจจับกุมผู้ร้าย แต่ต้องการไปเป็นผู้ช่วยและดูแลความปลอดภัย เนื่องจากในพื้นที่มีปัญหายาเสพติดเยอะ

สำหรับเหตุการณ์ทำร้ายคุณเต็นท์นั้น นายกเทศมนตรีอ้างว่า ในขณะที่เดินถือไฟฉายอยู่นั้น ตนโฟกัสไปที่รถที่วิ่งผ่านมาเพราะกลัวจะเกิดอุบัติเหตุ จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีการทำร้ายกันเกิดขึ้น และระบุว่าได้พยายามห้ามปราม สท. ในจังหวะอื่น ๆ แล้ว เพียงแต่คลิปที่นำมาอาจจะสั้นเกินไป พร้อมยืนยันว่ามีความบริสุทธิ์ใจ ไม่ลบคลิปจากกล้องวงจรปิดของเทศบาล

ในประเด็นการบังคับบัญชา นายกเทศมนตรีชี้แจงว่า ตนไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของ สท. เนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน และกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ได้ขึ้นตรงต่อตน แต่ขึ้นตรงต่อนายอำเภอ นายกเทศมนตรียอมรับว่าเจ้าหน้าที่บางคนอาจจกระทำการเกินกว่าเหตุ ซึ่งตนพร้อมยอมรับในความผิดพลาดที่คุมทีมงานไม่ได้ ส่วนเรื่องการเยียวยานั้น นายกเทศมนตรีระบุว่า ได้เข้าไปพูดคุยกับที่บ้านของคุณเต็นท์แล้ว เพื่อยอมรับผิดและขอโทษ โดยยืนยันว่าไม่ได้ใช้อิทธิพลใด ๆ ข่มขู่

ทนายแก้ว ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายต่อเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า ศาลอาญาทุจริตได้วางแนวทางไว้ชัดเจน ว่าเมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ด้วย สท. ย่อมไม่มีอำนาจเริ่มทำการจับกุมเองได้ การที่นายกเทศมนตรีอ้างว่าไม่เห็นเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายทั้งที่ไฟสว่างมากนั้นเป็นเรื่องที่น่ากังขา ทนายแก้วมองว่าเรื่องนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน

คุณมิ้นท์ ได้กล่าวประเด็นการเจรจาเยียวยาว่า ทางฝ่ายนายกเทศมนตรีเพิ่งจะติดต่อมาในวันอาทิตย์หลังจากเกิดเรื่องไปหลายวัน โดยมีการถามว่าจะเรียกค่าเสียหายเท่าไหร่ ทั้งค่าแว่นและค่ารีโมตรถ แต่เธอปฏิเสธที่จะเจรจาและยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เนื่องจากรับไม่ได้กับความรุนแรงที่เกิดขึ้น และความเสียหายต่อชื่อเสียงจากการนำรูปไปประจานในไลน์กลุ่มหมู่บ้าน

ประเด็นรูปภาพในไลน์กลุ่ม นายกเทศมนตรีชี้แจงว่า เป็นระบบการรายงานผลการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง ที่จะต้องส่งรายงานให้นายอำเภอ แต่ผู้ใหญ่บ้านหมู่ดังกล่าวเกิดความผิดพลาดกดผิด แทนที่จะส่งเข้ากลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน กลับไปส่งเข้ากลุ่มไลน์ของหมู่บ้านแทน

ส่วนความคืบหน้าทางคดี นายกเทศมนตรีระบุว่า ปัจจุบันนายหำถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติดและขับเสพ ส่วนคดีคุกคามทางเพศที่ฝ่ายหญิงแจ้งความไว้นั้นยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน

ในส่วนของคุณเต็นท์นั้น นายกเทศมนตรีได้ประสานส่งมอบกล้องวงจรปิดให้ทางตำรวจแล้ว และทางจังหวัดจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามระเบียบต่อไป โดยนายกเทศมนตรียืนยันปิดท้ายว่า ทั้งหมดที่ทำไปนั้นมีเจตนาดีที่จะดูแลประชาชน แต่ยอมรับว่าเกิดความผิดพลาด ควบคุมได้ไม่ดี

ในประเด็นด้านกฎหมายและการลงโทษ ทนายแก้วได้ให้ข้อมูลว่า กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ร่วมกันทำร้ายคุณเต็นท์นั้นมีความผิดหลายข้อหา โดยเริ่มจากมาตรา 295 ฐานทำร้ายร่างกายนายเต็นท์ซึ่งมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 40,000 บาท นอกจากนี้ยังมีเรื่องความผิดฐานหมิ่นประมาท กฎหมาย PDPA และการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่สำคัญที่สุดคือความผิดตามมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ส่วนในแง่ของตำแหน่งทางการปกครองนั้น นายอำเภอจะต้องเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยว่าเป็นการกระทำเกินกว่าหน้าที่หรือไม่ แล้วรายงานผลไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด

ทางด้านคุณเต็นท์ยืนยันว่า จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับผลในสิ่งที่ทำลงไป ขณะที่นายพุทธิธร ระบุว่า พร้อมยอมรับผิดตามสิ่งที่แต่ละคนได้กระทำ และอ้างถึงความบริสุทธิ์ใจโดยการไม่ลบภาพจากกล้องวงจรปิดของเทศบาล โดยขอให้มองถึงเจตนาที่พยายามแก้ไข และในคลิปเหตุการณ์เต็มประมาณ 1 ชั่วโมงนั้น มีช่วงที่มีคนเข้าไปห้ามปรามอยู่ด้วย สำหรับ สท. เสื้อเหลือง นั้น นายกฯ ยอมรับว่ายังไม่ได้คุยกันมากนัก และระบุว่าอีกฝ่ายใจร้อน

นายพุทธิธร เล่าถึงการทำงานตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมาว่า ตนออกตรวจพื้นที่เสมอ แต่ครั้งนี้เกิดความผิดพลาด เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับความเดือดร้อนของน้องผู้หญิง จนทำให้คุมเกมกันไม่อยู่ ขอโทษทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้เสียหาย และระบุว่า ได้เดินทางไปขอโทษถึงบ้านและพูดคุยกับญาติแล้วโดยยืนยันว่าไม่ได้มีการข่มขู่

นายพุทธิธรยอมรับผิดและย้ำว่าตนมีความเป็นลูกผู้ชายพอ โดยเน้นย้ำเรื่องที่ไม่ลบภาพกล้องวงจรปิดที่ตนเองเป็นคนกำหนดจุดติดตั้งเอง แม้จะรู้ว่าตนเองอาจมีความผิดด้วยก็ตาม และในวันเกิดเหตุตนรู้สึกสงสารเด็ก เมื่อเห็นภรรยาคุณเต็นท์พาลูกออกมาด้วย ส่วนเรื่อง สท. เสื้อเหลือง และคนอื่น ๆ ใครผิดส่วนไหนก็ต้องรับไปตามนั้น

ทนายแก้วสรุปแนวทางการช่วยเหลือว่า คุณเต็นท์ในฐานะผู้เสียหายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด สามารถขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ และแจ้งความเพิ่มเติมในข้อหาหมิ่นประมาท ทำให้เสียทรัพย์ และ PDPA รวมถึงการร้องเรียนให้นายอำเภอสอบวินัยผู้ใหญ่บ้านและกำนันที่อยู่ในเหตุการณ์ ว่ากระทำเกินขอบเขตหรือไม่ ชัดเจนว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า และการที่ผู้ใหญ่บ้านเอาเท้าเหยียบหลังคุณเต็นท์เป็นการดูถูกความเป็นมนุษย์อย่างมาก ทั้งที่ความผิดยังไม่สิ้นกระแสสงสัย

ในส่วนของความปลอดภัย นายชนะชัย วรรณษา ผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ให้ข้อมูลว่า สามารถดำเนินการคุ้มครองความปลอดภัยได้ทันที โดยจะประสานหน่วยงานในพื้นที่เข้าดูแลและตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อกำหนดมาตรการ โดยคุณเต็นท์สามารถไปยื่นเรื่องได้ทั้งที่กรุงเทพฯ หรือที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดอ่างทอง

คุณมิ้นท์ ยังเปิดเผยถึงพฤติกรรมของตำรวจร้อยเวรที่ สภ.บางจักร ที่ตอนแรกพูดจาไม่ดีและตะคอกไล่ญาติให้ออกมานอกห้องสอบสวน แต่เมื่อผู้การโทรศัพท์หา ร้อยเวรคนดังกล่าวกลับเปลี่ยนน้ำเสียงและท่าที สุภาพและแนะนำดี

ทนายแก้ว ได้แนะนำให้คุณเต็นท์เตรียมข้อมูลของคู่กรณี ว่าแต่ละคนเป็นใคร อยู่ตรงไหนอย่างไร เพื่อความสะดวกในการดำเนินคดีและร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาต่อไป โดยคุณเต็นท์และคุณมิ้นท์ยืนยันว่าจะดำเนินคดีไปตามกฎหมายจนถึงที่สุด

ช่วงท้ายของรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้กล่าวถึง สท. ท่านนายกเทศมนตรี หรือผู้ใหญ่บ้าน หากมีความประสงค์จะชี้แจงข้อเท็จจริงในรายการ ก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง สามารถนำหลักฐานต่าง ๆ ที่มีมาแสดง รวมถึงน้องผู้หญิงที่ถูกคุกคาม ก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ