เซย์ฮายแฟนๆ “บันเทิงเดลินิวส์” ที่น่ารักทุกท่านของ “นูน่าเมี้ยน” วนกลับมาเจอกันอีกเช่นเคยเป็นประจำทุกสัปดาห์ กับพื้นที่ที่รวบรวมเรื่องราวข่าวสารของวงการบันเทิง K-Pop K-Drama เหล่านักแสดง ไอดอลเกาหลีในรอบสัปดาห์มาอัปเดตความเคลื่อนไหวแบบพิเศษผ่านคอลัมน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง “SeoulStation” โดยสัปดาห์นี้นูน่าจะพามาพูดถึงเรื่องราวของ “มาร์ค ต้วน” (Mark Tuan) ศิลปินระดับโลก และพี่ใหญ่ของวง GOT7 ที่เพิ่งสะเทือนวงการด้วยการเซ็นสัญญากับ UTA (United Talent Agency) เอเจนซียักษ์ใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งการก้าวเข้าสู่บ้าน UTA ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีสัญญานอกบ้าน แต่นี่คือ “จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ” ที่จะพาเขาก้าวกระโดดสู่เวทีระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

ย้อนกลับไปตอนที่ GOT7 ประกาศไม่ต่อสัญญากับ JYP Entertainment ภาพของมาร์คที่เก็บกระเป๋ากลับบ้านเกิด ณ ลอสแอนเจลิส อาจทำให้ใครหลายคนหวั่นใจว่าเขาจะหันหลังให้วงการ แต่นั่นคือความคิดที่ผิดถนัด! ภาพการเดินทางกลับบ้านในวันนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่การถอนตัว แต่คือจุดเริ่มต้นของ “การควบคุมทิศทางชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง” มาร์คได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในอุตสาหกรรมบันเทิงยุคดิจิทัล ด้วยการไม่ยอมจำนนต่อระบบค่ายแบบเดิมๆ แต่เลือกที่จะสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจดนตรีและศิลปะของตนเองขึ้นมาตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ระดับฮอลลีวูด

ตลอด 7 ปีใต้ร่มเงาค่ายใหญ่ (2014–2021) คือช่วงเวลาของการหล่อหลอมและสั่งสมประสบการณ์ มาร์คเติบโตในฐานะสมาชิกวง K-Pop ระดับสากล เขาได้เรียนรู้การทำงานในระบบอุตสาหกรรมบันเทิงที่เข้มงวด ได้ฝึกฝนทักษะการแสดงบนเวทีคอนเสิร์ตระดับสเตเดียม และสร้างฐานแฟนคลับที่จงรักภักดีกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่ทว่าข้อจำกัดค่ายใหญ่คือ “ตัวตนทางดนตรีและความคิดส่วนบุคคล” มักถูกลดทอนลง เพลงที่มาร์คอยากทำ เรื่องราวที่มาร์คอยากเล่า หรือมุมมองแฟชั่นที่มาร์คอยากเสนอ จึงทำได้เพียงเก็บซ่อนไว้รอเวลาที่เหมาะสม การตัดสินใจก้าวออกจาก JYP พร้อมเพื่อนๆ สมาชิก GOT7 จึงไม่ใช่เรื่องของการขัดแย้ง แต่เป็นเรื่องของการ “เติบโตเกินกว่ากรอบเดิม” ที่ค่ายจะรองรับวิสัยทัศน์ส่วนตัวของเขาได้อีกต่อไป

หลังจากเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา มาร์คไม่เลือกที่จะเซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหญ่ในเกาหลีใต้ แต่เขาตัดสินใจทำสิ่งที่ท้าทายกว่า นั่นคือการก่อตั้ง “DNA Records” ค่ายเพลงส่วนตัวร่วมกับกลุ่มเพื่อนสนิท และจัดตั้ง “Mark Tuan Studio” เพื่อดูแลการทำงานในฝั่งเอเชียและจีน เขามีอำนาจตัดสินใจ 100% ในผลงานเพลง ลุค ทิศทางการโปรโมต ตลอดจนงบประมาณการลงทุน ผลงานเพลงหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นซิงเกิลเปิดตัว หรืออัลบั้มเต็มชุดแรกอย่าง “The Other Side” จึงถ่ายทอดอารมณ์ ความเปราะบาง และเสียงความคิดที่แท้จริงของเขาออกมา เพลงอย่าง “Last Breath” สามารถทะยานขึ้นอันดับ 1 บน iTunes Chart ในมากกว่า 25 ประเทศทั่วโลก และติดชาร์ต Billboard Hot Trending Songs ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้คนรักเขาที่ “ตัวตนและผลงาน” อย่างแท้จริง

เมื่อครอบครอง “วิสัยทัศน์และผลงาน” ไว้ในมือแล้ว โจทย์ต่อมาของมาร์คคือการกระจายผลงานไปสู่ผู้ฟังอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มาร์คเลือกไม่ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด แต่ใช้ยุทธศาสตร์ “การดึงพันธมิตรเฉพาะทาง” เข้ามาร่วมงาน เริ่มต้นที่มาร์คจับมือกับสังกัด “Transparent Arts” ที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเพลงตะวันตก เข้ามาช่วยดูแลเรื่องการบริหารจัดการเพลง การจัดจำหน่าย และการพัฒนาแนวดนตรีสไตล์ Alt-Pop และ R&B ส่งผลให้มาร์คปล่อย “EP Silhouette” ที่ขัดเกลาแนวทางดนตรีได้เด่นชัดและสากลยิ่งขึ้น ต่อด้วยตลาดในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานแฟนคลับที่ใหญ่และแน่นแฟ้นที่สุด มาร์คได้ผนึกกำลังกับ “BNJ Entertainment” ให้เข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการสิทธิ์ ภาพลักษณ์ พรีเซนเตอร์ แบรนด์เอ็นดอร์สเมนต์ และงานคอนเสิร์ตใหญ่ในไทยอย่างครบวงจร ทำให้มาร์คสามารถสื่อสารและเชื่อมต่อกับตลาดไทยได้อย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ มาร์คได้เซ็นสัญญากับ “CAA” (Creative Artists Agency) เอเจนซียักษ์ใหญ่แห่งฮอลลีวูด เพื่อเปิดประตูสู่สายงานแฟชั่น ดิจิทัลคอนเทนต์ และสื่อสากล ซึ่งทำให้เราได้เห็นมาร์คปรากฏตัวในงาน Paris Fashion Week และบนหน้าปกนิตยสารชั้นนำระดับโลกมากมาย กระทั่งล่าสุด ข่าวใหญ่ที่ตอกย้ำความสำเร็จอีกขั้นคือการเปิดตัวการเซ็นสัญญากับ “UTA” (United Talent Agency) อีกหนึ่งเอเจนซีทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ด้วยตัวเลขสถิติที่มาร์คสะสมมาตลอดการเป็นศิลปินเดี่ยว อาทิ ยอดสตรีมรวมกว่า 387 ล้านครั้งทั่วโลก, ทัวร์คอนเสิร์ตที่ขายบัตรหมดทั้งในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และเอเชีย (เช่น ในกรุงเทพฯ ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน) ทำให้ UTA จะกลายมาเป็นกำลังสำคัญในการขยายสเกลการแสดงสด ให้มาร์คได้ก้าวขึ้นสู่เวทีเฟสติวัลระดับโลกและเวิลด์ทัวร์ในฮอลล์ระดับสเตเดียม รวมถึงโอกาสในงานสายการแสดงและภาพยนตร์ระดับอินเตอร์ในอนาคต

เส้นทางชีวิตและการเติบโตของ “มาร์ค ต้วน” ตั้งแต่ JYP Entertainment, DNA Entertainment, Transparent Arts, BNJ Entertainment ไปจนถึง CAA และ UTA ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่คือ “การวางแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจบันเทิงที่แยบยล” มาร์คแสดงให้เห็นว่า ศิลปินยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาค่ายใหญ่ค่ายเดียวไปตลอดชีวิต และไม่จำเป็นต้องทิ้งตัวตนเพื่อแลกกับชื่อเสียง แต่สามารถเป็น “ศูนย์กลาง” ที่ควบคุมวิสัยทัศน์ของตัวเอง แล้วเลือกดึงเอเจนซี่และพันธมิตรระดับมืออาชีพเข้ามาเสริมทัพในแต่ละด้านได้อย่างแม่นยำ

จากเด็กหนุ่มผู้โลดโผนบนเวที K-Pop วันนี้ “มาร์ค ต้วน” ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นศิลปินและนักบริหารระดับโกลบอลอย่างสมบูรณ์แบบ และการจับมือกับ UTA ในครั้งนี้ ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ “บทใหม่” ที่จะพาชื่อของเขาไปไกลกว่าที่เคย!.

ภาพ : dnamngmnt


คอลัมน์ “SeoulStation”
โดย “นูน่าเมี้ยน”