เมื่อวันที่ 21 ส.ค. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงโครงการ TH-AI Passport (เปลี่ยนชื่อเป็น AIPASS) ซึ่งทางปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยืนยันเดินหน้าต่อและไม่กังวลเรื่องการฟ้องมาตรา 157 ว่า ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ได้เตรียมคำร้องยื่นร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบ โดยมี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้ดำเนินการหลัก และยังมี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ทำในเรื่องนี้ด้วย
เมื่อถามว่าหากดูฝ่ายกฎหมายแล้วมีข้อไหนที่สามารถเอาผิดได้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่บอกว่าทำผิด TOR นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากเนื้อหาหรือว่าข้อมูลที่เราเห็นอยู่ ก็ค่อนข้างที่จะชี้ชัดได้ว่าเป็นการล็อกสเปกจริง ๆ ตนอ่านไม่ได้ลงรายละเอียดมาก แต่ถ้ามีการอัปเดตเพิ่มเติมนอกเหนือจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว ตอนนี้พรรคประชาชนได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในเครือข่ายของบริษัทที่มารับงานโครงการ ยังรับงานส่วนอื่นของภาครัฐในกระทรวงอื่น ๆ ด้วย ซึ่งโครงการเหล่านั้นมีรูปแบบในการเสนอราคา และประมูลค่อนข้างชี้ชัดให้เห็นว่ามีการฮั้วประมูลหรือล็อกสเปกเกิดขึ้น
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่กระทรวงดีอี ก็ยืนยันว่าข้อมูลไม่รั่วไหลไปต่างประเทศแน่นอนนั้น ก็ให้ประชาชนเลือกที่จะเชื่อว่าสามารถเชื่อฝั่งไหนได้ ถ้าดูตามข้อกำหนดใน TOR เขียนไว้ค่อนข้างชัด ที่ทำให้เราตั้งข้อสังเกตและข้อกังวลว่าการลงทะเบียนและการใช้ AI ในโครงการนี้ไม่ว่าจะฝั่งรัฐหรือผู้ให้บริการ สามารถรู้ได้ว่าใครเข้ามาใช้ และรู้ว่าใช้คำสั่งอะไรบ้าง
“ผมคงจะไปตอบแทนไม่ได้ว่าตกลงแล้วคำชี้แจงของรัฐบาลจริงหรือไม่จริง แต่อยากให้ประชาชนที่กำลังไปลงทะเบียนโครงการนี้ ตระหนักไว้เสมอ ว่ามีรายละเอียดใน TOR กำหนดไว้แบบนี้อยู่ แล้วข้อมูลที่เรากำลังจะเข้าไปใช้บริการนั้นรักษาข้อมูลความลับส่วนบุคคลเราไว้มากน้อยแค่ไหน”
เมื่อถามว่าขณะนี้ยอดลงทะเบียนประมาณ 1 ล้านคน ถือว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ จากที่ตั้งเป้าไว้ 5 ล้านคน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเป้าก็อยู่ตามที่ประชาชนจะลงทะเบียนแต่โจทย์ใหญ่และสิ่งที่สำคัญมากกว่า หากดูจากคำชี้แจงของรัฐบาลแล้ว ที่พยายามบอกว่าทำโครงการนี้ออกมาเพื่อยกระดับทักษะคนไทยให้คนไทยเข้าไปใช้ AI เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเราเห็นด้วยในส่วนนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญมากกว่าในการเอา AI มาปรับใช้ นอกเหนือจากการสร้างความตระหนักรู้ คือใช้ AI อะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์มากกว่าการใช้คำสั่งหรือพร้อมพ์ (Prompt) เช่น การบริหารจัดการภัยพิบัติ หรือการตรวจสอบการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือแม้แต่การทุจริตสอบท้องถิ่น จะเห็นว่ามีคนเปิดเว็บไซต์ตรวจสอบและเปิดเผยบุคคลต่าง ๆ ที่มีการพัวพัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการใช้ AI เจนระบบขึ้นมาทั้งนั้น ซึ่งทำขึ้นมาจากภาคประชาชนและภาคประชาสังคมทำกันเอง แต่ลองคิดดูว่าโครงการในลักษณะนี้หากถูกริเริ่มโดยภาครัฐที่มีงบประมาณและอำนาจ โดยเอา AI เข้าไปจับจะเกิดประโยชน์มากกว่าหรือไม่ ถ้ารัฐเลือกที่จะทำในสิ่งที่ควรจะต้องทำมากกว่านี้.



