“ตลาดร่องสวนยายแพง ” ต.ยายแพง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เปิดมาแล้ว 9 เดือนในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ขณะนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว โดยใช้พื้นที่ในร่องสวนมะพร้าวของผู้คนในชุมชน พ่อค้า แม่ค้าเป็นคนในชุมชนอย่างแท้จริง สินค้าขายเป็นของชุมชน ไม่ว่ามะพร้าว กล้วยน้ำว้า ส้มโอ กุ้งเผา ส้มตำ กล้วยแขก ผักต่างๆ และอาหารจานเดียวหลากหลาย  โดยมีคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าช่วยกันพัฒนาตลาด ภาพความอบอุ่นของคนสองวัยที่ผสานกันอย่างลงตัวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นผลผลิตของการทำงานสะสมมากว่า 10 ปี ที่มีจุดเริ่มต้นจากความตั้งใจของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางคนที ที่ลงมือ “เก็บข้อมูล” ประชากรในพื้นที่อย่างเป็นระบบ จนกลายเป็นฐานคิดสำคัญของการพัฒนาทุกโครงการที่ตามมา

เริ่มต้นจาก “ข้อมูล” ไม่ใช่ “ความรู้สึก”

ตำบลบางคนทีและตำบลยายแพง ดูแลประชากรกว่า 3,300 คน ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน มีคลองธรรมชาติไหลผ่านถึง 24 สาย และติดแม่น้ำแม่กลองยาวกว่า 2.7 กิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่ทำสวนผลไม้เป็นอาชีพหลัก แต่สิ่งที่ทำให้พื้นที่นี้แตกต่างจากตำบลอื่น คือการที่ผู้บริหารท้องถิ่นเลือกใช้ “ข้อมูลจริง” เป็นเครื่องมือในการวางแผนพัฒนา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางคนทีเริ่มสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลประชากรอย่างจริงจัง จนพบว่าตำบลกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงถึงกว่าร้อยละ 32 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีผู้พิการในพื้นที่กว่า 140-149 คน ข้อมูลเหล่านี้เองที่กลายเป็นจุดตั้งต้นให้ชุมชนออกแบบโครงการต่าง ๆ ให้ตรงกับปัญหาและความต้องการที่แท้จริง

ผู้จุดประกาย ไม่ใช่ผู้ลงมือทำแทน

เบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ มีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้ามาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทางความคิด สมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ อธิบายว่า เป้าหมายของสำนักพัฒนาชุมชน สสส. (สำนัก 3) คือการทำให้คนไทยมีความสุขจากใจ ไม่ใช่จากเงินทองหรือคำสรรเสริญ โดยยึดแนวทาง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ตามศาสตร์พระราชาของรัชกาลที่ 9 ควบคู่กับหลักการ “ระเบิดจากข้างใน” ให้ชุมชนดึงศักยภาพของตัวเองออกมาพัฒนาพื้นที่ แทนที่จะรองบประมาณจากส่วนกลาง

สมพรเปรียบเทียบโครงสร้างที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็งไว้อย่างน่าสนใจว่าเหมือน “แก่นต้นไม้” ที่ประกอบด้วย 4 องค์กรหลัก คือ ฝ่ายปกครองท้องที่ ส่วนราชการในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน หากทั้งสี่ฝ่ายร่วมมือกันแน่นแฟ้น ชุมชนก็จะมีแก่นที่แข็งแรงพอจะฝ่าฟันวิกฤตต่าง ๆ ได้ ดังที่พิสูจน์แล้วในช่วงสถานการณ์โควิด-19

ด้าน ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. เสริมว่า บทบาทของฝ่ายวิชาการและ สสส. คือการเป็น “ตัวเชื่อมกลาง” เปิดพื้นที่พูดคุยว่าชุมชนควรใช้เครื่องมืออะไรในการเก็บข้อมูล ประเมินทุนทางสังคม และเชื่อมโยงไปสู่การแก้ปัญหาจริง เช่น การจ้างงานคนพิการ เมื่อข้อมูลพร้อม นายกฯ และทีมงานจะเป็นผู้นำไปวิเคราะห์ ออกแบบ และลงมือปฏิบัติเองจนกลายเป็นต้นแบบให้เครือข่ายอื่นได้เรียนรู้

“สสส. ทำหน้าที่เพียงจุดประกายและกระตุ้น ส่วนการลงมือทำและความสำเร็จทั้งหมดเกิดจากพลังของคนในพื้นที่เอง สะท้อนผ่านผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น การอบรมผู้นำชุมชนไปแล้วนับหมื่นคน และการที่คนพิการในพื้นที่ได้รับการดูแลและมีอาชีพครบร้อยละ 100” ดร.นิสา ย้ำถึงบทบาทของสสส.

“เรณู เล็กนิมิตร” นายกฯ ที่ทำงานทุกตารางนิ้ว

  เรณู เล็กนิมิตร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางคนที เล่าถึงหัวใจของการทำงานว่า พื้นที่บางคนทีขับเคลื่อนภายใต้ความร่วมมือของ “4 องค์กรหลัก” ผนวกกับ “ภาคศาสนา” ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ที่จัดต่อเนื่องทุกเดือนมานานกว่า 10 ปี หมุนเวียนไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ โดยชาวบ้านร่วมสมทบทุนคนละ 105 บาท พายเรือช่วยกันเก็บขยะ ขูดลอกคูคลอง และตัดแต่งกิ่งไม้ที่ขวางทางน้ำ ขยะที่เก็บได้ยังถูกนำเข้า “กองทุนผ้าป่าขยะ” แปลงเป็นรายได้ไปช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ เมื่อคลองสะอาดขึ้น กุ้งแม่น้ำก็กลับคืนสู่ธรรมชาติมากขึ้นตามไปด้วย ชาวบ้านจึงรวมตัวกันตั้ง “ชมรมคนตกกุ้งยายแพง” ที่ไม่เพียงสร้างรายได้เสริม แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมในลำคลองไปพร้อมกัน

  “มาตรฐานในการจำหน่ายกุ้งแม่น้ำที่ได้จากการตกทีละตัวเท่านั้น โดยไม่มีการใช้กุ้งอ๊อกซิเจนหรือกุ้งที่ใช้วิธีดำน้ำกวาดจับ การตกกุ้งทีละตัวทำให้ได้กุ้งที่แข็งแรง เนื้อแน่น และยังไม่ตาย แตกต่างจากกุ้งอ๊อกที่มักจะเบียดทับกันจนตายและเนื้อร่วง นอกจากนี้ ชุมชนยังมีข้อตกลงร่วมกันในการห้ามทำร้ายธรรมชาติด้วยการใช้ยาเบื่อกุ้ง ซึ่งหากตรวจพบผู้ที่ลักลอบอ๊อกกุ้งหรือเบื่อกุ้งในเขตพื้นที่ ชุมชนจะร่วมมือกันขับไล่และจับกุม “ นายกอบต.บางคนทีบอกเล่าความพิเศษของกุ้งบางคนที

หนึ่งในนวัตกรรมที่ทำให้ชุมชนอุ่นใจ “ระบบออดเตือนภัยขอความช่วยเหลือ” หรือกริ่งเตือนภัยฉุกเฉิน ที่เริ่มติดตั้งขึ้นหลังเกิดคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างอัมพวา จนสร้างความไม่สบายใจให้ผู้สูงอายุที่ต้องอยู่บ้านตามลำพัง ปัจจุบันติดตั้งไปแล้วในบ้านของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวกว่า 358 ครัวเรือน เพียงกดปุ่ม เสียงสัญญาณจะดังไปถึงเพื่อนบ้านและเชื่อมต่อไปยังทีมตรวจเยี่ยมยามค่ำคืนของฝ่ายท้องที่และ อปพร. ได้ทันที

นวัตกรรมชิ้นนี้เคยพิสูจน์ตัวเองมาแล้วจริง เมื่อมีคนร้ายพยายามลอบขึ้นบ้านผู้สูงอายุรายหนึ่งทางเรือเพื่อวางแผนลักทรัพย์ เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นผู้สูงอายุด้วยกันสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงกดออดส่งสัญญาณเตือนภัยได้ทันที ทำให้คนร้ายต้องล่าถอยไปโดยไม่ทันได้ก่อเหตุ

“ตลาดร่องสวนยายแพง” ผลผลิตของความเข้าใจคนสองวัย

จากภูมิปัญญาการทำเกษตรกรรมในพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ กลายเป็นที่มาของ “ตลาดร่องสวนยายแพง” ตลาดชุมชนที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ได้ทำงานร่วมกัน ผู้สูงอายุนั่งขายของ ลูกหลานเตรียมของและขนส่งสินค้า การกลับมาทำสวนที่บ้านเกิดยังช่วยลดภาระค่าเช่าบ้านในเมืองใหญ่ให้คนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างรายได้จริง เช่น สินค้าบางรายการอย่างน้ำตาลมะพร้าวที่ผ่านมาตรฐาน GAP สามารถขายได้ราคาสูงขึ้นเป็นกิโลละ 100 บาทจากเดิมที่ขายได้กิโลละ 80 บาท และขยายตลาดไปถึงช่องทางออนไลน์

ตลาดแห่งนี้ยังวางกฎเหล็ก 3 ข้อให้พ่อค้าแม่ค้าทุกคนยึดถือ คือ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ราคาสินค้าต้องไม่แพงและไม่ขึ้นราคาพร่ำเพรื่อ และพร้อมปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องอยู่เสมอ ที่สำคัญคือการจำกัดพื้นที่ให้เฉพาะคนในชุมชนวางขายก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งบางครอบครัวสามารถสร้างรายได้จากการขายสินค้าในตลาดได้หลายพันบาทจากการขายแค่ 2วัน ในขณะที่วันธรรมดาจะเข้าสวน

นอกจากนี้ตลาดยังเชื่อมโยงกับนวัตกรรม “ครัวชุมชนปลอดภัย ปันผัก ปันสุข”ใช้พื้นที่วัดบางคนทีในเป็นศูนย์ดลางการเพาะพันธุ์ผัก ชาวบ้านที่มีผักสวนครัวเหลือกินก็นำมาแบ่งปัน ช่วยลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ และสร้างระบบอาหารปลอดภัย

  นายกอบต.บางคนทีกล่าวว่า ในฐานะผู้ขับเคลื่อนงานพัฒนาท้องถิ่นมาอย่างยาวนานร่วม 20 ปีได้รับคำแนะนำจากท่านสมพร และผู้ใหญ่หลายท่าน ต่างสะท้อนตรงกันว่าความเข้มแข็งและความมั่นคงที่สั่งสมมาอาจสูญหายไปหากไม่มีการสานต่อ และได้เสนอแนะให้ปรับทิศทางการพัฒนาไปสู่ “ความยั่งยืน”. ซึ่งความยั่งยืนนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเชื่อมโยงการพัฒนาไปสู่มิติ “เศรษฐกิจชุมชน” เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนต่อได้แม้ในวันที่ผู้นำเดิมไม่อยู่แล้ว

สังคมสูงวัยเร็ว ท่ามกลางเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง

แม้ภาพรวมของบางคนทีจะดูสดใส แต่ฐานข้อมูลของชุมชนก็สะท้อนความท้าทายสำคัญที่ซ่อนอยู่เช่นกัน นั่นคือ ตำบลกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าสัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่ม เป็นร้อยละ 34 ในปี 2569 ขณะที่ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ลำพังเกือบ 400 คน ขณะที่ด็กเกิดใหม่ในปีนี้มีแค่ 3 รายเท่านั้น

ชุมชนจึงไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เริ่มวางแผนตั้งรับล่วงหน้า โดยแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อยู่ในพื้นที่มาแต่เดิม กลุ่มที่เคยไปทำงานต่างถิ่นแล้วย้ายกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลาย และกลุ่มคนนอกพื้นที่ที่เลือกมาใช้ชีวิตเกษียณที่นี่ พร้อมมีแนวคิดปรับปรุงอาคารให้เป็น “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกลางวัน” หรือ Daycare เตรียมบุคลากรผู้บริบาลทั้งทีม Care Giver ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน และผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิ์ผู้สูงอายุที่ประสานงานผ่านกระทรวงแรงงานและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ควบคู่กับการขยายระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ลำพังและห่างไกลจากญาติ

วันนี้ตำบลบางคนทีได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ที่มีเครือข่ายจากพื้นที่อื่นเข้ามาศึกษาดูงานแล้วกว่า 65 แห่ง และเป็นส่วนหนึ่งของ “เครือข่ายตำบลสุขภาวะ” ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 20 แห่ง ป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อชุมชนเริ่มต้นจากการเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง ผนวกกับความร่วมมือของทุกภาคส่วน และมีผู้นำที่ลงมือทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ความเข้มแข็งและสุขภาวะที่ดีก็สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องรอคอยเพียงงบประมาณจากส่วนกลางเสมอไป