ช่วงนี้หลายประเทศกำลังหาพื้นที่ใหม่ให้ดาต้าเซ็นเตอร์ตัวร้าย ที่สร้างปัญหาเรื่องการแย่งน้ำกับชุมชน ปล่อยความร้อน กินพลังงานสกปรก เพิ่มคาร์บอนเร่งให้โลกยิ่งเดือด นักอนาคตวิทยาบอกว่า การให้ไปลอยอยู่ในอวกาศดีที่สุด ทั้งอุณหภูมิเย็นจัด ทั้งทำแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ในจักรวาลได้ 24 ชั่วโมง และคาร์บอนเป็นศูนย์

ขณะที่รอนักวิทยาศาสตร์อวกาศเร่งพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ลอยฟ้าโคจรรอบโลก นักประดิษฐ์อีกกลุ่มได้ทดลองจับดาต้าเซ็นเตอร์ฝังใต้ทะเล โดยสร้างเป็นแคปซูลหย่อนลงก้นทะเลลึกให้ความเย็นของน้ำระบายความร้อนโดยตรง ประหยัดการใช้น้ำจืด 100% แถมความเย็นใต้ทะเลลึกช่วยตัดภาระเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ลดการใช้ไฟฟ้าลงกว่า 40%
คาดว่าอุปกรณ์จะพังยากกว่าเดิม 8 เท่า จากแคปซูลอัดก๊าซไนโตรเจน ไร้ออกซิเจน ไร้ความชื้น ลดการเกิดสนิม

ส่งข้อมูลเร็วขึ้น ตั้งใกล้ผู้ใช้งานตามเมืองชายฝั่งลดค่าความหน่วง และไม่ต้องเสียเงินซื้อที่ดินราคาแพงบนบก
Microsoft ทดลองนำร่องฝังดาต้าเซ็นเตอร์ จมทะเลสกอตแลนด์ 2 ปี พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง มีประสิทธิภาพสูง อุปกรณ์คงทนยืนยาวขึ้น แล้วนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาระบบระบายความร้อนบนบก

นักวิทยาศาสตร์จีน ทำจริงเป็นเชิงพาณิชย์แล้ว โดยนำแคปซูลยักษ์ 1,300 ตัน จมใต้ทะเลลึก 35 เมตร ในบริเวณใกล้เกาะไหหลำ และ เซี่ยงไฮ้ เพื่อประมวลผล AI โดยเฉพาะ และเชื่อมต่อกับพลังงานลมกลางทะเล ลดรอยเท้าคาร์บอนจากไฟฟ้า และรอยเท้าน้ำจืดจนเกือบเป็นศูนย์
มีกลุ่มสตาร์ตอัปรักษ์โลก เช่น Network Ocean พัฒนากระเปาะใต้น้ำแบบโมดูลาร์เน้นใส่การ์ดจอคอมพ์ความหนาแน่นสูงเพื่อประมวลผล AI โดยเฉพาะ ติดตั้งเสร็จได้ใน 4 เดือน Subsea Cloud มีบริการเช่าคลาวด์ใต้น้ำลึก 30–300 เมตร ชูจุดขายลดคาร์บอนฟุตพรินต์มากกว่า 90% Panthalassa ทำดาต้าเซ็นเตอร์แบบลอยน้ำดึงพลังงานจากคลื่นทะเล และร่วมมือกับ NAVER ส่งข้อมูลได้รวดเร็วผ่านดาวเทียม

ตอนนี้นวัตกรก็กำลังเร่งพัฒนาระบบต่าง ๆ ให้ง่ายขึ้น เช่น ระบบซ่อมบำรุง ที่ไม่ต้องยกแคปซูลขึ้นบก การใช้หุ่นยนต์ซ่อมบำรุงระยะไกล หาวิธีกำจัดเพรียงเกาะใต้น้ำ ซึ่งทำให้ลดประสิทธิ ภาพการถ่ายเทความร้อน และที่สำคัญกำลังทดสอบการรบกวนระบบนิเวศทางทะเล หาวิธีไม่เพิ่มความเครียดให้สิ่งมีชีวิตใต้ทะเล และไม่เพิ่มความร้อนจนทะเลเดือด.



