เมื่อวันที่ 24 ส.ค. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ถ้าไม่ได้มีหลักฐานอันควรเชื่ออยู่พอสมควร กกต.+ดีเอสไอ คงไม่ออกหมายเรียกและตั้งข้อหากับผู้ต้องหาในคดีโกงเลือก สว. ไปแล้ว 229 คน ตั้งแต่ปี 2568 ถ้าไม่ได้มีหลักฐานอันควรเชื่ออยู่มากพอสมควร ก็คงไม่ได้มีสำนวนความหนาขนาด 90,000 หน้าที่อยู่ในมือของ กกต. ตอนนี้ มันคงเป็นคดีบางๆ ที่รอให้ยกเพราะไม่มีมูล
ถ้าไม่ได้มีหลักฐานอันควรเชื่ออยู่มากพอสมควร คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่นำโดยรองเลขาธิการ กกต. ก็คงไม่ได้สั่งให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 229 คนตั้งแต่ปี 2568 มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ มีพยานผู้สมัคร สว. หลายคนบอกว่าได้รับเงินค่าตอบแทน หรือ ได้รับการประสานงานมา โดยบุคลากรของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงมีคนอ้างการประสานงานกับพรรคภูมิใจไทย โดยที่แกนนำของพรรคไม่มีส่วนรู้เห็นอะไรเลย และถึงวันนี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธเส้นสายให้ขาดว่าคนเหล่านั้นเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับพรรคอย่างไร ไม่มีการสอบสวนและไม่มีการลงโทษบุคลากรของพรรคเหล่านั้น
นายยิ่งชีพ ระบุต่อว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ สว. 140 ที่มีหมายเลขของตัวเองอยู่ในโพยที่ผู้สมัครถูกบังคับให้ไปเขียนโพยตามโรงแรมต่างๆ และโพยที่เก็บได้จากสถานที่เลือก สว. วันจริง โดยที่เจ้าของหมายเลข 140 คนนั้นไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับขบวนการขนาดใหญ่ ที่จัดรถขนผู้สมัครใส่เสื้อสีเหลืองมาเลือก สว. มีการจ่ายค่าตอบแทน มีการตกลงผลประโยชน์ แล้วก็มีผู้สมัครแห่เลือกตามโพย เขียนหมายเลขเหมือนกันเป๊ะๆๆ จนชนะได้คะแนนถล่มทลายล้นกระดาน แล้ว สว. เหล่านั้นจะอ้างว่าตัวเองไม่รู้ไม่เห็น ไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการขนาดใหญ่อันนี้ พอดีมีคนใจดีเอาหมายเลขตัวเองไปใส่ไว้ให้เฉยๆ??!!?? คิดตามเหตุตามผล common sense พื้นฐานกันหน่อยครับ
นายยิ่งชีพ ระบุต่อว่า กกต. มีอำนาจหน้าที่เพียงตามมาตรา 62 เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อ ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นก็ต้องส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาให้เป็นผู้วินิจฉัย กกต. ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะชี้ผิดชี้ถูกว่าใครกระทำความผิดหรือไม่ ไม่มีหน้าที่ที่ต้องหาข้อพิสูจน์จนสิ้นความสงสัยว่าใครได้กระทำความผิด กกต. อย่าทำตัวเป็นศาลเอง แค่ทำหน้าที่ของตัวเองรวบรวมข้อมูลหลักฐานที่มีแล้วก็ส่งไปให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย ท่านทำหน้าที่ของท่านแค่นี้ มันไม่ยากหรอกครับ



