กลายเป็นโมเมนต์สุดซาบซึ้งสะเทือนใจกลางงานประกาศรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 34 เมื่อนักแสดงหนุ่ม “บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์” คว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง “แฟลตเกิร์ลชั้นห่างระหว่างเรา” ของค่าย GDH ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิตการแสดง

ทว่าบนเวที หนุ่มบอยกลับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เนื่องจากภาพยนตร์เรื่องนี้คือผลงานการแสดงเรื่องสุดท้ายที่คุณแม่ของเขาได้ตีตั๋วเข้าไปดูซ้ำๆ หลายรอบก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต โดยบอยเผยด้วยเสียงสั่นเครือว่า เสียดายที่สุดคือการที่ไม่มีโอกาสได้นำรางวัลนี้มาอวดต่อหน้าคุณแม่ในวันที่ท่านยังอยู่ โดยหลังจบงานเตรียมนำถ้วยรางวัลกลับไปตั้งไว้หน้ารูปคุณแม่เหมือนกับรางวัลก่อนๆ

นอกจากนี้ หนุ่มบอยยังได้อัปเดตถึงสุขภาพกายที่ต้องออกจากโรงพยาบาลมารับรางวัล โดยเจ้าตัวเพิ่งผ่านการผ่าตัดรักษา โรคต่อมน้ำลายอักเสบ มาเป็นรอบที่สองเมื่อต้นเดือนสิงหาคม เนื่องจากเป็นภาวะต่อมน้ำลายอุดตันตั้งแต่กำเนิด และเกิดการอักเสบจนต้องแอดมิตให้ยาฆ่าเชื้อ โดยยอมรับว่ากังวลจนแทบเป็นโรคประสาทเพราะเจ็บป่วยเรื้อรังมานานร่วม 2 ปี แต่ยืนยันว่าได้ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจแล้ว ไม่ใช่เนื้อร้ายอย่างแน่นอน

โดย หนุ่มบอย ได้เปิดใจอัปเดตอาการป่วยต่อมน้ำลายอักเสบไว้อย่างละเอียดว่า “เมื่อต้นปีผมไปผ่าตัดมาแล้วรอบนึง ที่เกี่ยวกับเรื่องต่อมน้ำลายอักเสบ ล่าสุดก็คือเพิ่งไปผ่ามาอีกรอบนึง เมื่อต้นเดือน ส.ค. ผ่าเรียบร้อยดี ออกมาทำงานบ้างประปราย แต่ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ ก็มีอาการเหมือนอักเสบ ก็เลยไปหาคุณหมอ หมอแนะนำว่าให้แอดมิตเลยดีกว่า จะได้ให้ยาทางสายน้ำเกลือมันจะออกฤทธิ์เร็วกว่า ก็ให้พวกยาฆ่าเชื้อ ก็ดีขึ้น ยุบลง แต่ว่าความจริงคุณหมอก็อยากให้อยู่โรงพยาบาลประมาณ 4-5 วัน ผมก็เพิ่งมาจากโรงพยาบาลถอดสายน้ำเกลือมา เดี๋ยวหมดวันนี้ก็กลับไปโรงบาลแอดมิตต่ออีกสัก 2-3 วัน

หมอบอกว่ามันเป็นโรคที่มันเป็นมาแต่กำเนิดแหละ แต่มันเพิ่งแสดงอาการ เป็นเรื่องเกี่ยวกับต่อมน้ำลายอุดตัน ทำให้เกิดการบวม แต่ว่าล่าสุดที่แอดมิตเพราะมันอักเสบ หมอบอกว่ามันเป็นได้หลายทางมาก อาจจะมีการติดเชื้อข้างในจากการกิน หรืออาจจะมีจากการที่มันเข้าไปทางรูขุมขนก็ได้ ถึงแม้ว่าแผลมันจะปิดแล้ว แต่ร่างกายยังไม่แข็งแรง เชื้อจากผิวหนังเข้าไปรูขุมขน มันก็ไปก่อให้เกิดการอักเสบได้

พอได้ยาฆ่าเชื้อไปก็ดีครับ มันยุบลง เมื่อวันศุกร์มันบวมกว่านี้เยอะเลย แต่วันนี้ยุบลงเยอะ หมอบอกว่าตามโด๊สยาต้องให้ต่ออีกสัก 3 วัน ก็เดี๋ยวอยู่ต่ออีกสัก 3 วัน ถามว่ามันจะเรื้อรังไหม ความจริงแล้วเราก็รักษากันไปตามอาการ ผมก็อยู่กับอาการต่อมน้ำลายอักเสบมาจะ 2 ปีแล้ว เบื่อมากเหมือนกัน ผมก็อยากให้มันหายขาดเหมือนกัน

คุณหมอเขาก็ทำไปได้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ตัดออกไปเยอะ ตัดพวกต่อมน้ำลายที่มันอักเสบออกไปเยอะสุดเท่าที่ทำได้แล้ว แต่คุณหมอก็บอกตามตรงว่าโรคนี้มันมีเปอร์เซ็นต์สถิติจะกลับมาเป็นซ้ำได้ แต่เขาก็หวังว่ามันจะไม่กลับมา เพราะเขาก็เลาะออกไปค่อนข้างเยอะ

ผมก็กังวลแหละ เราก็ต้องคอยติดตามอาการ เพราะว่ารักษากับตรงนี้มานาน ผมเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยมาก ผมก็ไปเจาะดูดบ่อยๆ บางทีน้ำคั่งก็ต้องเจาะดูดออก ดูดไม่ออกก็ต้องผ่า แต่ก็หวังว่าครั้งนี้ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่ที่สุด ผ่าแล้วก็เลาะพวกถุงน้ำต่อมน้ำลายออกไปที่คาดว่าจะเป็นสาเหตุ ก็หวังว่ามันจะไม่กลับมาเป็นใหม่

การกลืนน้ำลายมีปัญหาไหมเหรอ ความจริงช่วงนี้เป็นช่วงพักฟื้น ก็ไม่ได้ส่งผลมากขนาดนั้น แต่ถ้าเกิดว่ากินอะไรที่เหนียวๆ เคี้ยวเยอะๆ ก็จะมีอาการปวดนิดหน่อย กับพูดไม่ค่อยชัด ตอนนี้ก็รู้สึกว่าพูดไม่ค่อยชัด มันคล้ายๆ มีพังผืดอยู่ตรงใต้ลิ้นด้านซ้าย ลิ้นมันก็เลยขยับได้ไม่ธรรมชาติ วิธีแก้ก็คือรอเหมือนกับเป็นช่วงพักฟื้นครับ

เฟย์เขาก็เป็นห่วง ตามปกติที่เขาเป็น เรื่องของเรื่องตอนที่ผมไปผ่ามาต้นเดือน แล้วพอผมออกจากโรงพยาบาล แกะพลาสเตอร์แผลปิดสนิท คุณหมอก็บอกว่าใช้ชีวิตปกติได้แล้ว ผมก็เชื่อฟังไง ผมก็ใช้เต็มที่ ปรากฏว่าเลยต้องกลับมาแอดมิตใหม่ ก็โดนดุนิดหน่อย (หัวเราะ) เดี๋ยวรอออกจากโรงพยาบาลรอบนี้ หมอคงบอกแหละว่ารอบนี้มันเป็นยังไง แผลสมานดีหรือยัง ต้องระวังอะไรเพิ่มเติมไหม

โอกาสพัฒนาไปเป็นเนื้อร้ายเหรอ ไม่ครับ เพราะมันมีการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจแล้ว ตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ผมไปผ่าตัดเจาะส่งตรวจชิ้นเนื้อตลอด ก็ไม่เคยพบว่าเป็นเนื้อร้าย รอบนี้ที่ผ่าตัดใหญ่ ก็ตัดออกไปแล้วเอาไปส่งตรวจชิ้นเนื้อเหมือนกัน ก็ไม่ใช่เนื้อร้ายครับ แล้วคุณหมอก็บอกว่าโรคนี้มันไม่พัฒนาไปเป็นเนื้อร้ายครับ

ผม 42 แล้วครับทุกคน ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง แต่ผมก็กังวลเหมือนกัน เอาจริงๆ ผมก็กังวลจนเป็นโรคประสาทแล้ว ส่องกระจกทุกวัน มันเป็นยังไงมันบวมอยู่หรือเปล่า คอยเช็กอาการ ได้เช็กดวงไหมเหรอ โดยปกติไม่ได้เป็นคนดูดวงด้วยแหละ ผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องของการดูแลตัวเองด้วย บางทีมันก็เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่นที่คุณหมอบอกว่ามันเป็นโรคที่เป็นแต่กำเนิด แต่มันเพิ่งมาแสดงอาการตอนโต”