เมื่อวันที่ 24 ส.ค. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เนื้อหาระบุว่า “#ระบบราชการไทย” ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลเห็นว่า เราจะไปต่ออย่างเดิมอีกไม่ได้แล้ว ต้องลงมือปฏิรูปราชการกันจริงๆ ไม่ต้องวิจัยแล้วงานวิจัยเก่าเพียบ ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการ ไม่ต้องตั้งคณะทำงาน ให้เปลืองเบี้ยประชุมเป็นภาระงบประมาณ เอาให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดพอ
บางท่าน บางสื่อก็ “ไปไกล” ถึงขนาดว่าจะลดจำนวนข้าราชการเพื่อที่จะเอาไปเป็นพนักงานจ้างหรือ outsourcing แทนเพื่อจะได้กินหัวคิวกันตอนเขียน TOR อันหลังงงมาก ไม่รู้ว่าใช้สมองส่วนไหนคิด สันนิษฐานว่าคงมีพื้นฐานการทำแบบนี้มาก่อน เลยชำนาญ คิดว่าคนอื่นคงจะเป็นเหมือนตัวเองประมาณนั้น จริงๆ กูรู้ทั้งหลายท่านไม่ต้องออกมาบอก ว่าจะต้องมีแผน มียุทธศาสตร์ มีวิจัยรองรับ ก็พวกท่านทำไว้ทั้งหมดแล้ว ทำมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ได้เอามาปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังเสียที
คราวนี้ที่ทำก็เอาผลงานต่างๆ ทั้งหลายเหล่านั้นทำขึ้นมาเป็นฐานในการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็น 1.การลดไขมันส่วนเกิน 2.การปรับกระบวนการ reprocessing) ของทุกหน่วยงาน 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานและในการให้บริการสาธารณะ และ 4. การลดภาระงานที่ไม่ใช่ภารกิจของรัฐโดยแท้ ให้เอกชนเขาทำไป จะบอกว่าเราไม่ได้ทำเลอะเทอะ ก็หลักการที่ท่านพูดมาหลายปีนั่นแหละคือสิ่งที่ผมเอามาทำในวันนี้ ท่านจึงไม่ต้องพูดซ้ำๆ ก็ได้ คนเขาจะรำคาญเอา เพราะมีอำนาจหน้าที่ที่ต้องทำเรื่องนี้มาคนละหลายวาระ หลายโอกาส แต่ไม่ลงมือทำเสียที ขืนผมบ้าจี้ศึกษาวิจัยอีก ตั้งคณะกรรมการอีก ตั้งคณะทำงานอีกกว่าจะได้เริ่มทำงานก็คงชาติหน้าตอนบ่ายๆ เหมือนที่ท่านๆ ทำกันมา แล้วเราจะตามใครทันล่ะ
ผมว่าข้อเสนอแนะที่ดีไม่ควรเริ่มต้นจากว่าต้องวางแผนวางยุทธศาสตร์ก่อน เพราะมันทำมานมนานตั้งแต่สมัยหลาย 10 ปีมาแล้ว ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาทำไว้เต็มไปหมด นาทีนี้คือนาทีลงมือปฏิบัติจริงให้เกิดผลไม่ใช่มัวแต่นั่งศึกษาอยู่อีก มันจะยิ่งทอดเวลาออกไปอีก ปัญหามันหมักหมมมานานก็เพราะ “ดีแต่พูด” หรือ “เก่งแต่ติ” นี่แหละ วันนี้ผมว่าคนไทยตระหนักดีแล้วว่าการ “ดีแต่พูด” มันส่งผลเสียอย่างไร และคนไทยวันนี้ต้องการเห็นการลงมือแก้ไข ไม่ใช่เอาแต่พูดหลักการหรูๆ ที่ฟังไม่รู้เรื่องออกสื่อ
ส่วนการชักใบให้เรือเสีย โดยชวนเชื่อว่าการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการดังที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นช่องทางอันแยบยลที่จะไปโกงไปกินค่าหัวคิวอะไรกันอีก แนวนี้ผมว่าไม่สร้างสรรค์ และไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ รวมทั้งเป็นการสร้างความแตกแยกความเกลียดชังต่างๆ ขึ้นมาอีก การเอาแต่มุ่งชนะคะคานกันทางการเมืองโดยไม่สนใจบ้านเมือง มันทำให้บ้านเราล้าหลังกว่าคนอื่นเขา มันก็แย่ อายุก็มากกันแล้ว ผมก็ขาวโพลนหรือร่วงกันหมดแล้ว ผมว่าคิดอะไรที่มันเป็นบุญกุศลกันบ้างจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติส่วนรวม และพี่น้องประชาชนมากกว่าการเอาใส่ร้ายป้ายสีใครต่อใครไปวันๆ
รัฐบาลร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กำลังทำเรื่องกิโยตินกฎหมายอยู่อย่างเข้มข้นและใกล้ชิด ตอนนี้นำหลักการของกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ และต่อการดำรงชีวิตของประชาชนออกรับฟังความคิดเห็นแล้ว 10 กว่าเรื่อง โดยทุกท่านสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่ระบบกลางทางกฎหมาย หลังจากนี้จะนำหลักการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินงานต่อไป
ไม่รอใครแล้ว กลับมาเรื่องปฏิรูประบบราชการ ยืนยันว่าสำหรับผมมันคือ “การปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ” เรื่องอื่นนอกจากการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ และการพัฒนากฎหมาย ที่ผมคิดว่าต้องทำไปพร้อมกันคือ 1.การพัฒนาระบบภาษี 2.การพัฒนาระบบงบประมาณ 3.การพัฒนาคุณภาพและความมั่นคงในชีวิต 4.การพัฒนาระบบสาธารณสุข 5.การพัฒนาคุณภาพการศึกษา และ 6.การพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตอนนี้ต้องลงมือปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ และการพัฒนากฎหมายไปแล้ว ส่วนอีก 6 กำลังเริ่ม คืบหน้าอย่างไรจะมาเล่าให้ฟังต่อ



