สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองเลตช์เวิร์ธ สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ว่า ยอดขายรถอีวีพุ่งสูงขึ้นทั่วยุโรป นับตั้งแต่สงครามในอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และส่งให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่คำถามสำคัญในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์คือ ความสนใจของผู้บริโภคจะหายไปหรือไม่ หากราคาน้ำมันลดลง และการขาดแคลนสถานีชาร์จไฟสาธารณะ ยังคงเป็นข้อกังวลหลัก
“ผู้คนกำลังมองหาวิธีป้องกันตัวเองจากความผันผวนของราคาน้ำมัน และรถอีวีเป็นวิธีที่ดีเยี่ยม ซึ่งเราอยู่ในจุดเปลี่ยนที่รถอีวีเป็นส่วนหนึ่งของกระแสหลัก” นายอดัม วู้ด กรรมการผู้จัดการของบริษัท เรโนลต์ ประจำสหราชอาณาจักร กล่าว
Electric vehicle sales accelerated across much of Europe in July, as high oil prices, subsidies and availability of more affordable models encouraged consumers to ditch their combustion-engine cars, data provided to Reuters showed. More here: https://t.co/L4P8bpQiFr
— Reuters Business (@ReutersBiz) August 24, 2026
ตามข้อมูลอุตสาหกรรม ยอดขายรถอีวีในสหภาพยุโรป (อียู) เพิ่มขึ้น 40.5% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 เป็นมากกว่า 1.2 ล้านคัน คิดเป็น 20.7% ของยอดขายทั้งหมด
ขณะที่ข้อมูลจากกลุ่มวิจัย “นิว ออโตโมทีฟ” และกลุ่มอุตสาหกรรม “อี-โมบิลิตี ยุโรป” เผยให้เห็นว่า การจดทะเบียนรถอีวีเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในเดือน ก.ค. ใน 16 ตลาด ซึ่งครอบคลุมยอดขายรถยนต์มากกว่า 90% ในอียู และสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) นั่นหมายความว่า รถอีวีคิดเป็น 25.7% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในตลาดเหล่านั้น
นอกจากนี้ ผู้สันทัดกรณีหลายคนกล่าวว่า ในยุโรป ผู้ผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิมและคู่แข่งจากจีน ต่างเปิดตัวรถยนต์รุ่นราคาประหยัดจำนวนมากขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเงินอุดหนุนเช่นกัน ส่งผลให้รถอีวีได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และสร้างสภาพแวดล้อมที่เร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



