เมื่อวันที่ 24 ส.ค. “เดลินิวส์” ได้จัดงาน เดลินิวส์ ทอล์ก 2026 ภายใต้หัวข้อ “New World New Rules :โลกเปลี่ยนขั้ว ธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนเกม” ที่ ห้องบอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “The Next Frontier พลิกเกมการค้าไทย ในสมรภูมิโลกหลายขั้วอำนาจ”

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันภูมิทัศน์การค้าโลกได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยก้าวเข้าสู่ยุค “โลกหลายขั้วอำนาจ” (Multipolar World) ที่ไม่ได้จำกัดเพียงแค่สองขั้วอีกต่อไป สมรภูมิทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) กลายเป็นปัจจัยหลักที่เข้ามาสะกดพฤติกรรมและการทำธุรกิจทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้มิติทางด้าน “การทูต เศรษฐกิจ และความมั่นคง” ต้องหลอมรวมสอดประสานเป็นเรื่องเดียวกัน

ในยุคที่ทุกประเทศต่างมุ่งเน้นสร้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” เป็นลำดับแรก ยอมสูญเสียผลประโยชน์บางมิติและแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เพื่อแลกมาซึ่งความปลอดภัยและมั่นคงของประเทศ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหญ่ จึงเกิดขึ้นอย่างคึกคัก 

นางศุภจี เน้นย้ำว่า นี่คือจังหวะและโอกาสสำคัญที่สุดของประเทศไทย หากเราสามารถสอดแทรกภาคอุตสาหกรรมไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่กำลังจัดขบวนใหม่นี้ได้ ประเทศไทยก็จะรอดพ้นวิกฤติ แต่หากตกขบวนในครั้งนี้ จะส่งผลเสียต่อเนื่องในระยะยาวอย่างรุนแรง

[ ทวิภาคี ทางเลือกเจาะตลาดตรง ]

เมื่อโครงสร้างอำนาจโลกเปลี่ยนไป การเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็ต้องปรับตัว นางศุภจี ระบุว่า แม้กรอบการเจรจาแบบพหุภาคีในระดับภูมิภาค เช่น สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน (ASEAN) ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกรวม 11 ประเทศ จะยังคงมีความสำคัญ แต่ก็เริ่มมีหลายประเทศมองเห็นข้อจำกัดด้านความล่าช้า และเลือกที่จะหันมาเจรจาแบบ “ทวิภาคี” (Bilateral) หรือพูดคุยตรงกับประเทศไทยมากขึ้นเพื่อประสิทธิภาพที่รวดเร็วกว่า

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศแคนาดา ที่พยายามเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับอาเซียนมาแล้วกว่า 17-18 รอบ แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้สำเร็จ ล่าสุดนายกรัฐมนตรีแคนาดาตัดสินใจเดินหน้าเจรจาตรงกับนายกรัฐมนตรีของไทยเพื่อเสนอทำข้อตกลง FTA ทวิภาคีร่วมกันทันที

ขณะเดียวกัน ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างก็แสดงความสนใจเจรจาตรงเป็นรายประเทศกับไทยเพิ่มขึ้นด้วย นางศุภจี ชี้ว่า ในโลกยุคใหม่นี้ สิ่งที่มีมูลค่าสูงสุดไม่ใช่เงินสกุลใดๆ แต่คือ “ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน” (Trust) และการคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) ของทั้งสองฝ่าย

[ ฝ่ามรสุมเมกะเทรนด์-“K-Shaped” ]

เมกะเทรนด์โลกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้และเป็นทั้งวิกฤติและโอกาส คือ “เรื่องสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งควบคุมไม่ได้ โดยยกหลักฐานภัยพิบัติทั่วโลกในรอบไม่ถึง 20 วัน นับตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ตั้งแต่แผ่นดินไหวในโคลอมเบียและอินโดนีเซีย น้ำท่วมใหญ่ในญี่ปุ่น และน้ำท่วมหนักในอำเภอปัว จังหวัดน่านของไทยที่ยังอยู่ในขั้นฟื้นฟู 

ตลอดจนไฟป่ารุนแรงในโครเอเชีย ส่งผลให้คู่ค้ารายใหญ่อย่างสหภาพยุโรป (EU) เข้มงวดกับมาตรฐาน ESG และห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก ซึ่งส่งผลต่อการที่ไทยกำลังเร่งเจรจาปิดดีล FTA กับ EU ให้สำเร็จภายในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวที่ยอดเยี่ยม โดยตัวเลขส่งออกของไทยไป EU ภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ในปี 2566 ยังคงเติบโตถึง 20.8%-20.9% และในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ เติบโตอย่างก้าวกระโดดสูงถึง 51%

ขณะที่มาตรการสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งปีที่แล้วหดตัวติดลบ 0.4% ก็พลิกกลับมาเติบโตเป็นบวกได้ถึง 26.5% ในปีนี้ ส่วนมาตรการแรงงานบังคับและสิทธิมนุษยชน (CSDD) แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่มีการจัดเก็บสถิติอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นกติกาใหม่ที่ทุกคนเลี่ยงไม่ได้

ความจริงของการปรับตัวในระบบเศรษฐกิจยุคนี้ ไม่ใช่การฟื้นตัวแบบกระทะคว่ำ รูปตัว U รูปตัว V หรือตัว L อีกต่อไป แต่เป็นรูปแบบ “K-Shaped Recovery” นั่นคือ ผู้ประกอบการที่เข้าถึงข้อมูล รู้จักปรับตัว และหาจังหวะโอกาสของตัวเองพบ จะกลายเป็นผู้ชนะที่เติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยตัวเลขสองหลัก ในทางตรงกันข้าม ผู้ประกอบการที่ไม่ปรับตัวและยังดึงดันใช้กลยุทธ์แบบเดิมๆ จะค่อยๆ เผชิญยอดขายที่ดิ่งลงและเลือนหายไปจากตลาด แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างเช่น อุตสาหกรรมอาหาร

[ “ข้าวประณีต” สู่การยกราคาข้าวไทย ]

เพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มประชากรที่อยู่ขาลงของ “K-Shaped” ในภาคการเกษตร กระทรวงพาณิชย์ได้ผลักดันโครงการ “ข้าวประณีต” เพื่อหลีกหนีการแข่งขันด้านราคาแบบเดิม โดยโครงการนี้เน้นพัฒนาและดูแลตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว แปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างเรื่องราวประทับใจ (Storytelling) เช่น การส่งเสริมข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวออร์แกนิก หรือข้าวเพื่อสุขภาพ

ปัจจุบันราคากลางข้าวขาวอยู่ที่ประมาณ 9,500 บาทต่อตัน และข้าวหอมมะลิอยู่ที่ประมาณ 17,500 บาทต่อตัน ซึ่งถือว่าเป็นปีที่ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นมากเมื่อเทียบปีต่อปี ทว่า เกษตรกรกว่า 466 ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการข้าวประณีต ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งด้านเครื่องมือ ตลาด และการขายล่วงหน้า สามารถทำราคาได้สูงกว่าราคากลางถึง 10 เท่า โดยมีราคาขยับไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 20 บาท 30 บาท 50 บาท และล่าสุดที่ชุมชนในจังหวัดศรีสะเกษสามารถจำหน่ายได้สูงกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัมและมียอดสั่งซื้อหมดเกลี้ยง

นอกจากนี้ ราคาส่งออกข้าวขาวไทยในตลาดโลกสามารถพลิกกลับมาทวงแชมป์ได้สำเร็จ โดยในช่วงที่นางศุภจีเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ราคาข้าวขาวไทยส่งออกตกต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนาม อยู่ที่ 334 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทว่าปัจจุบันราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ 467 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคาคู่แข่งยังคงทรงตัวในระดับเดิม

ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้สร้าง “แดชบอร์ดข้อมูลข้าว” (Rice Dashboard) เพื่อวิเคราะห์ราคาและผลผลิตรายพื้นที่อย่างเรียลไทม์ เพื่อช่วยพยุงและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวให้อยู่ในเกณฑ์ดีไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวปลายปีนี้

[ ผงาดผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ]

ในเวทีระดับเทคโนโลยีสูง ประเทศไทยไม่ได้ล้าหลัง โดยปัจจุบันไทยเป็น 1 ใน 4 ผู้ส่งออกอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับเทคโนโลยี AI รายใหญ่ที่สุดของโลก เคียงคู่กับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ (Hard Disk Drive) และอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceivers) ที่ไทยครองตำแหน่งการผลิตเป็นอันดับต้นๆ ของโลก 

นอกเหนือจากมิติอุตสาหกรรมแล้ว ภาคเอกชนยังต้องเร่งนำระบบ AI เข้ามาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพนักงาน เพิ่มกำลังการผลิต และช่วยทลายกำแพงความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของนักธุรกิจ นั่นคือการช่วยค้นหาว่า “เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร” เพราะอันตรายที่สุดการทำธุรกิจ คือ เราไม่รู้อะไร

ขณะเดียวกัน ในบทบาทการดูแลด้านการท่องเที่ยวและกีฬา นางศุภจีได้ประกาศขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านการท่องเที่ยวไทยจาก “เชิงปริมาณ” ไปสู่ “เชิงมูลค่า” จากเดิมในปี 2019 ก่อนโควิดที่ไทยเน้นตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 39.9 ล้านคน (เป็นนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มชาติหลักราว 35 ล้านคน) สร้างรายได้สูงสุด 3 ล้านล้านบาท (แบ่งเป็นต่างชาติประมาณ 2 ล้านล้านบาท) แต่ปัจจุบันรายได้ยังกลับมาไม่เต็มร้อย ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโฉมใหม่จึงหันมาใช้ระบบฐานข้อมูลและ AI เจาะกลุ่มพรีเมียมเฉพาะทางอย่าง “Medical & Wellness” เพื่อดึงดูดผู้มีกำลังซื้อสูงให้อยู่ในประเทศยาวนานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น

[ ทวิภาคีปั้นพันธมิตร ]

ภายใต้จุดยืนใหม่ที่ไทยต้องสถาปนาตัวเองเป็น “พันธมิตรที่น่าเชื่อถือ” (Trusted Partner) ผ่านการสรรหาประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) กระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอแผนความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ใหม่กับ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ในอาเซียนและเอเชียใต้

  • ประเทศอินเดีย: มีประชากรสูงถึง 1,500-1,600 ล้านคน มีกลุ่มชนชั้นกลาง (Middle Class) มากถึง 400-500 ล้านคน และกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 800 ล้านคนในอนาคต ปัจจุบันไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับอินเดียเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้การเจรจาเพื่อส่งออกสินค้าไปเพิ่มตามโมเดลปกตินั้นทำได้ยากยิ่ง

รัฐบาลไทยจึงมองเห็นโอกาสจากการที่อินเดียกำลังเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและบ้านเรือน จนประสบปัญหามลภาวะฝุ่น PM สูงมาก  ประเทศไทยจึงได้นำเสนอกลุ่มสินค้าและวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ประสานเจรจาความตกลงยอมรับร่วมกัน (MRA) เพื่อให้มาตรฐานวัสดุก่อสร้างของไทยสามารถผ่านการรับรองและจำหน่ายในอินเดียได้โดยไม่ต้องเผชิญอุปสรรคข้อจำกัดจากเครื่องหมายมาตรฐาน BIS ของอินเดีย ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาให้กับอินเดียแล้ว ยังเป็นการดึงดูดให้อินเดียใช้กำลังการผลิตระดับใหญ่ (Scale) มาช่วยลดต้นทุนของสินค้ารักษ์โลก และร่วมมือกันนำออกไปขายยังประเทศที่สามต่อไป

  • ประเทศอินโดนีเซีย: แม้ประชากรอินโดนีเซียจะมีจำนวนมากถึง 350 ล้านคน และมีขนาดจีดีพีสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน (ไทยเป็นอันดับสอง) แต่ไทยยังคงกุมความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป แทนที่จะแย่งชิงตำแหน่งศูนย์กลางอุตสาหกรรมฮาลาลในเอเชียอย่างโดดเดี่ยว รัฐบาลไทยได้รุกเจรจาข้อตกลง MRA มาตรฐานฮาลาลร่วมกัน เพื่อผนึกกำลังเป็นพันธมิตรเชิงสร้างสรรค์ร่วม (Co-creation) ผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแปรรูปของไทย เข้ากับตลาดและฐานประชากรขนาดมหึมาของอินโดนีเซียเพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

[ ส่งออกพุ่ง แต่กระจุกตัว ]

นางศุภจี กล่าวถึงตัวเลขการส่งออกของประเทศไทยในครึ่งปีแรกของปีนี้เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 17% สามารถโกยรายได้เข้าประเทศไปแล้วกว่า 6.2-6.3 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มียอดส่งออกรวมทั้งปี 11.2 ล้านล้านบาท เติบโต 13% รัฐบาลคาดการณ์ว่าทั้งปีนี้ ยอดส่งออกของประเทศจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 8% แน่นอน และมีโอกาสสูงที่จะขยายตัวเป็นตัวเลขสองหลัก (Double Digit)

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังคงตระหนักดีถึงความเสี่ยงสำคัญ นั่นคือพอร์ตการส่งออกไทยยังคงเผชิญกับการกระจุกตัวสูงมาก โดยพึ่งพิง 2 ตลาดหลัก คือ สหรัฐอเมริกา 21% และสาธารณรัฐประชาชนจีน 11.7%-12% รวมสองประเทศนี้ครองสัดส่วนถึง 1 ใน 3 (33%) ของยอดส่งออกทั้งหมดของประเทศ

เพื่อลดความสุ่มเสี่ยงนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งกระจายพอร์ตส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งการเจรจา FTA รอบที่ 9 เมื่อเดือนที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จในการปิดบทเจรจาได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเตรียมเข้าสู่รอบที่ 10 ในเดือนกันยายนนี้ โดยนางศุภจีระบุว่า ได้เดินทางไปประสานเจรจากับกรรมาธิการยุโรปด้วยตนเองที่กรุงบรัสเซลส์ และตั้งเป้าจะปิดบทเจรจาสำคัญทั้งหมดภายในรอบที่ 10 เดือนกันยายนนี้ เพื่อให้สามารถลงนามข้อตกลงและประกาศใช้ FTA ไทย-EU ได้ทันภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังมุ่งหน้าเปิดตลาดภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย เพิ่มขึ้นด้วย

[ ทางรอดธุรกิจ-SME ]

อีกหนึ่งความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไขคือ แม้ไทยจะมีผู้ประกอบการจดทะเบียนส่งออกทั้งหมดกว่า 30,000 ราย ทว่ากว่า 22,000 รายเป็นกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) แต่กลุ่ม SME กลับสร้างรายได้จากการส่งออกรวมเพียง 12%-13% เท่านั้น ที่เหลือยังคงกระจุกตัวอยู่กับรายใหญ่

นางศุภจี ได้วางยุทธศาสตร์หนทางรอดของภาคธุรกิจและ SME ไทยไว้ 4 ประเด็นหลัก

1.ห้ามแข่งขันด้วยราคา: ให้แปรเปลี่ยนมาแข่งขันด้วย “คุณค่า” (Value Creation) ผ่านการสร้างนวัตกรรม นำเสนอเรื่องราว (Story) และส่งมอบประสบการณ์ที่ดี (Experience) ซึ่งจะทำให้ธุรกิจรอดพ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้นและเติบโตอย่างยั่งยืน

2.ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI และเครื่องมือดิจิทัล: เพื่อยกระดับประสิทธิภาพกำลังการผลิตและการบริการ

3.ยกระดับและเรียนรู้มาตรฐานสากล: โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม (ESG) เพื่อสร้างแต้มต่อและขยายฐานลูกค้าพรีเมียม

4.ปรับใช้ TAM (แทม หรือแต๋ม) Model: คือการคิดใหญ่ (Think Big) เพื่อให้มองเห็นเป้าหมายระยะยาวและผลกระทบของเทรนด์โลกอย่างรอบคอบรอบทิศ  แต่ให้เริ่มลงมือปฏิบัติจากจุดเล็กๆ (Act Small) เพื่อควบคุมความเสี่ยงอย่างมียุทธศาสตร์ และทำตัวเป็น “คนตัวเล็ก” ในห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศ (Ecosystem) การค้าโลกเพื่อสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรได้ง่ายขึ้น

เหนือสิ่งอื่นใดคือ ต้อง “รู้จังหวะ” ในการเข้า ถอย หรือเร่งสปีด เพราะในยุคนี้ ปลาเร็วอาจไม่ได้ชนะปลาช้าเสมอไป แต่ผู้ที่เคลื่อนที่ถูกจังหวะเวลาต่างหากคือผู้ชนะที่แท้จริง

[ 5 นโยบายหลักของกระทรวงพาณิชย์ ]

ในบทบาทของภาครัฐ รัฐบาลพร้อมรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการปลดล็อกต้นทุน พัฒนาโลจิสติกส์ และแก้ไขกฎหมายระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยได้ร่วมมือกับภาคเอกชนขับเคลื่อนผ่านเวที คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) 

ในส่วนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี ระบุว่า ได้วาง 5 นโยบายเร่งด่วน ในการบริหารจัดโครงสร้างเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ 1) การช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพประชาชน 2) การยกระดับความเข้มแข็งของชุมชน 3) การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าพืชผลเกษตรกรรม 4) การสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่ม SME ชุมชน และ 5) การสร้างสมดุลเชิงรุกการส่งออก ปลดล็อกกฎหมาย และยกระดับเทคโนโลยี

นอกจากนี้ กรอ. ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 4 คณะ เพื่อลงมือปฏิบัติและส่งมอบผลงานที่จับต้องได้จริงภายในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี และวางโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวภายใน 2-4 ปี ได้แก่ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจของผู้มาเยือน คณะทำงานยกระดับสินค้าพิเศษและความมั่นคงทางอาหาร คณะทำงานเศรษฐกิจชุมชนและ SME และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

“การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในโลกภูมิรัฐศาสตร์ปั่นป่วนนี้ โดยยึดหลัก ‘3 รู้’ ได้แก่ ‘รู้ใน’ รู้จักและวิเคราะห์ขีดความสามารถและข้อจำกัดของตนเอง ‘รู้นอก’ รู้ทันความผันผวนและเมกะเทรนด์ของโลก และ ‘รู้จังหวะ’ เพื่อวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนในเวลาที่ถูกต้อง ควบคู่ไปกับหลักการจัดลำดับความสำคัญ (Prioritize) การมุ่งเน้นจุดสำคัญ (Focus) และการปฏิบัติงานจริง (Execute) เพื่อพาธุรกิจและประเทศไทยก้าวผ่านยุคโลกหลายขั้วอำนาจนี้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย