สำนักข่าวต่างประเทศรายงานช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า อเลสซานโดร ราปิเนเซ นายกเทศมนตรีวัย 50 ปีของเมืองโคโม ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศอิตาลี เตรียมบังคับใช้มาตรการใหม่ที่ห้ามขี่ทั้งจักรยานไฟฟ้าและจักรยานธรรมดาบนถนน 30 สายในเมือง โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป 

ขณะที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า ราปิเนเซ เร่งรัดการออกมาตรการนี้เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงหรือไม่ เขาก็ยอมรับกับสำนักข่าวอันซาของอิตาลีอย่างตรงไปตรงมาว่า ข้อสงสัยดังกล่าวเป็นความจริง 

ราปิเนเซ เล่าถึงอุบัติเหตุร้ายแรงที่เขาเจอเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยขณะที่เขากำลังเดินออกจากศาลากลางเมืองโคโมหลังเลิกงานท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายเพื่อกลับบ้าน จู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงดัง ก่อนจะถูกจักรยานไฟฟ้าที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนเข้าอย่างจังจนตัวเขากระเด็น และลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะร่วงลงสู่พื้น ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ มีแผลถลอกและรอยบวมที่แขน ซึ่งเขาเคยเผยบาดแผลให้ดูในคลิปวิดีโอผ่านช่องราปินิวส์24 ของตนเอง

ภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้ ผู้ขี่จักรยานจะต้องลงจากรถและใช้วิธีเดินเข็นจักรยานไปด้วยเท่านั้นเมื่อผ่านเส้นทางที่กำหนดทั้ง 30 สาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นถนนสายหลักที่กลุ่มไรเดอร์ส่งอาหารนิยมใช้ 

ฝ่ายที่คัดค้านมองว่าการสั่งแบนลักษณะนี้เป็นการจำกัดทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของชาวเมือง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจท้องถิ่นเพราะทำลายระบบการขนส่งของเหล่าไรเดอร์ อีกทั้งเห็นว่ารัฐบาลควรมุ่งเน้นไปที่การลงโทษผู้ขี่จักรยานด้วยความประมาทมากกว่าการสั่งห้ามจักรยานทั้งหมด โดยกลุ่มภาคประชาสังคม “โนวา โคโม” ได้นัดรวมตัวกันจัดกิจกรรมปั่นจักรยานประท้วงไปยังศาลากลางเมืองในวันที่ 12 กันยายนนี้

อย่างไรก็ตาม ราปิเนเซ ซึ่งเป็นนักการเมืองอิสระที่ได้รับเลือกตั้งเมื่อปี 2565 ยังคงยืนกรานในจุดยืนเดิมอย่างแข็งขัน โดยเขาระบุว่า เทศบาลเมืองมั่นใจว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับที่เมืองโคโมเคยสร้างบรรทัดฐานด้วยการสั่งห้ามบริการให้เช่าสกูตเตอร์ไฟฟ้าไปก่อนหน้านี้ในปี 2565 ซึ่งถือเป็นเมืองแรกๆ ในยุโรปที่ริเริ่มมาตรการดังกล่าว

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา : nypost.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES