เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานทีไร หลายคนคงเคยเจอโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้ว สายชาร์จขาดวิ่น อะแดปเตอร์เสีย หรือพาวเวอร์แบงก์ที่เริ่มเสื่อมสภาพ ของเหล่านี้มักถูกเก็บทิ้งไว้ เพราะไม่รู้ว่าควรนำไปกำจัดที่ไหน จะทิ้งรวมกับขยะทั่วไปก็ไม่แน่ใจ เก็บไว้ก็กลายเป็นของรกบ้าน และบางชิ้นยังมีความเสี่ยงซ่อนอยู่

ภาพเล็กๆ ในบ้านเช่นนี้สะท้อนถึงปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก รายงาน Global E-waste Monitor โดยสหประชาชาติ ระบุว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกเพิ่มจาก 53.6 ล้านเมตริกตันในปี 2019 เป็น 59.4 ล้านเมตริกตันในปี 2022 หรือเฉลี่ยมากกว่า 7.3 กิโลกรัมต่อคน ขณะที่ขยะเหล่านี้มีเพียง 17% เท่านั้นที่ถูกรวบรวมและเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ ส่วนเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีขยะอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุดถึง 24.9 ล้านเมตริกตัน

สำหรับประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า แต่ละปีมีของเสียอันตรายจากชุมชนประมาณ 4-6.5 แสนตัน โดยซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนถึง 60-65% ของของเสียอันตรายทั้งหมด หรือมากกว่า 4.28 แสนตันต่อปี ขณะเดียวกัน หลังสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะและของเสียอันตรายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2018 ทำให้ขยะจากประเทศพัฒนาแล้วไหลเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย จนภาครัฐต้องออกมาตรการห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติก เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศกลายเป็นแหล่งรองรับขยะจากต่างประเทศ

เรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเป้าหมายที่ 11เมืองและชุมชนยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากเมือง ด้วยการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายอย่างถูกสุขลักษณะ ขณะที่เป้าหมายที่ 12 การบริโภคและการผลิตที่รับผิดชอบ ครอบคลุมการจัดการสารเคมีและของเสียอันตรายตลอดวงจรชีวิต รวมถึงการลดของเสีย การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบภายในปี 2030

รื้อของเก่า แยกให้ถูก

การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในบ้าน สามารถเริ่มได้ง่ายๆ จากการเปิดลิ้นชักหรือตู้เก็บของ แล้วแยกอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งานไว้เป็นกลุ่ม เพื่อเตรียมส่งต่อเข้าสู่ระบบกำจัดและรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน ดังนี้

กลุ่มแรกคือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเก่า ทั้งเครื่องที่ชำรุด หน้าจอแตก เลิกใช้งาน หรือระบบปฏิบัติการล้าสมัย กลุ่มที่สองคืออุปกรณ์เสริม เช่น สายชาร์จที่เปื่อยขาด หูฟัง ลำโพงบลูทูธ อะแดปเตอร์ ตลับหมึกพิมพ์ และแผงวงจรขนาดเล็ก ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือแบตเตอรี่สำรองและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เช่น พาวเวอร์แบงก์ แบตเตอรี่มือถือแบบถอดได้ รวมถึงแบตเตอรี่ที่บวมจนดันเคสออกมา

เหตุที่ต้องแยกขยะเหล่านี้ออกจากขยะทั่วไป เพราะภายในอุปกรณ์มีโลหะหนักและสารเคมีหลายชนิด หากถูกนำไปฝังกลบรวมกับขยะอื่น สารเหล่านี้อาจปนเปื้อนลงดินและน้ำใต้ดิน ก่อนสะสมและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในที่สุด

ในกลุ่มสารที่ต้องระวัง มีทั้งตะกั่วจากแผงวงจร ลวดบัดกรี และจอภาพแบบเก่า ซึ่งอาจกระทบระบบประสาท สมอง ไต และระบบเลือด ส่วนปรอทจากจอและอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดเป็นอันตรายต่อระบบประสาท สมอง ไขสันหลัง ตับ และปอด และสามารถปนเปื้อนแหล่งน้ำได้ แคดเมียมจากแบตเตอรี่และแผงวงจรอาจทำให้ปอดอักเสบรุนแรง ไตเสียหาย และกระดูกกรอบ ขณะที่สารหนูจากแผงวงจรและไมโครชิปเป็นสารก่อมะเร็งและมีพิษสูงต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ

อีกสิ่งที่ต้องจับตาคือลิเธียมจากแบตเตอรี่ในมือถือ แท็บเล็ต และพาวเวอร์แบงก์ หากสารเคมีรั่วไหลอาจทำให้ผิวหนังไหม้และเกิดควันพิษที่ระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเกิดความร้อนสูงอย่างรวดเร็ว หรือเทอร์มอล รันอะเวย์ (Thermal Runaway) ซึ่งอาจนำไปสู่ไฟไหม้และการระเบิดในพื้นที่ฝังกลบได้

แบตบวม อย่าฝืนใช้

สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่บวม สาเหตุหนึ่งมาจากการเสื่อมสภาพทางเคมีและการลัดวงจรภายในเซลล์ ทำให้สารอิเล็กโทรไลต์ย่อยสลายและเกิดก๊าซไวไฟสะสมอยู่ภายใน เมื่อแบตเตอรี่ได้รับความร้อน ถูกกระแทก บีบอัด หรือถูกของแหลมเจาะ ก๊าซดังกล่าวอาจพุ่งออกมาและทำให้เกิดความร้อนสูงอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ไฟไหม้หรือระเบิดได้

สำหรับการเตรียมแบตเตอรี่บวมก่อนนำไปกำจัด คือห้ามแกะ งัด บีบ เจาะ หรือตัดแบตเตอรี่ เพราะอาจทำให้สารลิเธียมสัมผัสอากาศ จากนั้น ตามข้อแนะนำของกรมควบคุมมลพิษและโครงการเอไอเอส อี-เวสต์ หากเป็นแบตเตอรี่มือถือหรือพาวเวอร์แบงก์ที่บวม ให้นำไปแช่น้ำสะอาดประมาณ 5 ชั่วโมง เพื่อคลายประจุที่ค้างอยู่ในเซลล์และลดความเสี่ยงจากการลัดวงจร

หลังแช่น้ำครบตามเวลา ให้เช็ดอุปกรณ์จนแห้งสนิท ห่อด้วยกระดาษชำระหรือใส่ถุงพลาสติกแยกจากขยะอื่น ปิดปากถุงให้มิดชิด และติดป้าย ‘แบตเตอรี่บวม อันตราย’ ก่อนนำไปส่งที่จุดรับทิ้งขยะอันตราย

ล้างข้อมูล ก่อนส่งต่อ

มือถือหรือแท็บเล็ตที่กำลังจะถูกทิ้งยังมีเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องจัดการ เพราะในเครื่องอาจมีรูปถ่าย เอกสาร บัญชีธนาคาร และรหัสผ่าน หากลบข้อมูลไม่ถูกวิธี ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกกู้คืนและนำไปใช้สวมรอย ทำธุรกรรมทางการเงิน หรือก่อความเสียหายอื่นได้

ก่อนนำเครื่องไปทิ้ง ควรสำรองข้อมูลที่ต้องการเก็บไว้ขึ้นระบบคลาวด์ เช่น ไอคลาวด์สำหรับอุปกรณ์ไอโอเอส หรือกูเกิลไดรฟ์สำหรับอุปกรณ์แอนดรอยด์ รวมถึงสามารถย้ายข้อมูลไปเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ภายนอกได้ จากนั้นออกจากบัญชีต่างๆ ทั้งแอปพลิเคชันหลัก บัญชีโซเชียลมีเดีย และโดยเฉพาะแอปพลิเคชันธนาคาร สำหรับเครื่องแอนดรอยด์ควรลบบัญชีกูเกิลออกจากเครื่องก่อนรีเซ็ต เพื่อป้องกันปัญหาการล็อกเครื่องจากระบบป้องกันการรีเซ็ตจากโรงงาน (Factory Reset Protection)

ก่อนส่งเครื่องออกจากบ้าน ต้องถอดซิมการ์ดและการ์ดหน่วยความจำภายนอกออกให้เรียบร้อย แล้วจึงใช้คำสั่งคืนค่าโรงงานเพื่อลบข้อมูล แอปพลิเคชัน และไฟล์ส่วนตัวออกจากเครื่อง หากต้องการเพิ่มระดับการป้องกัน สามารถเปิดการเข้ารหัสข้อมูลก่อนคืนค่าโรงงาน เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกลบอยู่ในรูปแบบที่อ่านไม่ได้ แม้จะใช้โปรแกรมกู้คืนข้อมูลระดับสูง

ทิ้งให้ถูก ไม่ฝังกลบ

เมื่อคัดแยกและจัดการข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปส่งต่อยังจุดรับทิ้งที่เข้าสู่ระบบกำจัดอย่างถูกต้อง ปัจจุบันมีเครือข่ายจุดรับทิ้งที่ภาคเอกชนและภาครัฐร่วมกันจัดขึ้น เพื่อให้ประชาชนนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปส่งได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) มีจุดรับทิ้งมากกว่า 3,200 จุด ครอบคลุม 76 จังหวัด ผ่านเอไอเอสช็อป ศูนย์บริการลูกค้า และเครือข่ายพันธมิตร ส่วนกลุ่มเซ็นทรัล สยามพิวรรธน์ และเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ มีจุดรับทิ้งในศูนย์การค้า เช่น เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์และโซนอี-เซ็นเตอร์ รวมถึงสยามพารากอนและเอ็มบีเค เซ็นเตอร์

สำหรับจุดรับทิ้งจากผู้ผลิตและผู้จำหน่าย มีศูนย์บริการแอลจีและร้านเจมาร์ท ขณะที่กรุงเทพมหานครและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีถังขยะอันตราย รวมถึงจุดรับทิ้งขยะอันตรายตามชุมชน โดยในกรุงเทพมหานครมีถังขยะอันตรายที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ศูนย์บริการสาธารณสุข และจุดรับทิ้งประจำชุมชน

อีกทางเลือกคือโครงการ ‘ฝากทิ้ง อี-เวสต์ กับพี่ไปรฯ’ ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สามารถบรรจุขยะอิเล็กทรอนิกส์ใส่กล่อง เขียนหน้ากล่องว่า ‘ฝากทิ้ง ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ แล้วส่งให้บุรุษไปรษณีย์ที่มาส่งพัสดุ หรือฝากทิ้งที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ปลายทางของขยะที่เข้าสู่จุดรับทิ้งมาตรฐานจะไม่ถูกนำไปฝังกลบร่วมกับขยะเทศบาลทั่วไป แต่จะถูกขนส่งไปยังโรงงานรีไซเคิลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและมีมาตรฐาน กระบวนการเริ่มจากการถอดแยกกรอบพลาสติก สายไฟ แก้ว แบตเตอรี่ และแผงวงจร ก่อนนำแผงวงจรและโลหะไปสกัดโลหะมีค่ากลับมาใช้ใหม่ เช่น ทองคำ เงิน ทองแดง แพลเลเดียม โคบอลต์ และลิเธียม ช่วยนำวัตถุดิบกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดความจำเป็นในการทำเหมืองแร่ใหม่

ส่วนสารอันตรายอย่างตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารทนไฟโบรมีน จะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการบำบัดเฉพาะทาง โดยกักเก็บและเผาทำลายในเตาเผาอุณหภูมิสูงแบบปิดที่มีระบบดักจับมลพิษทางอากาศ เพื่อป้องกันการปล่อยไดออกซินและไอโลหะหนักออกสู่บรรยากาศ เพื่อจัดการอุปกรณ์ให้ครบกระบวนการ โดยไม่เหลือเศษซากไปฝังกลบในธรรมชาติ

โดยสรุปแล้ว ขยะอิเล็กทรอนิกส์สามารถจัดการได้จากเรื่องใกล้ตัว เพียงรื้อของเก่าออกจากลิ้นชัก แยกมือถือ สายชาร์จ และแบตเตอรี่บวมออกจากขยะทั่วไป จัดการข้อมูลส่วนตัวให้เรียบร้อย แล้วนำไปส่งผ่านจุดรับทิ้งที่เหมาะสม ของที่เคยถูกเก็บไว้จนลืมจึงจะมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล กลายเป็นวัตถุดิบที่นำกลับมาใช้ในอุตสาหกรรม และลดความเสี่ยงจากสารพิษที่จะหลุดออกสู่สิ่งแวดล้อม