สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ว่า บทบัญญัติเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญาฉบับปรับปรุงของอินโดนีเซีย ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. โดยคำจำกัดความที่กว้างขวางของบทบัญญัติเหล่านั้น ทำให้เกิดการประณามจากนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของพลเมือง และเสรีภาพในการพูด รวมถึงทำให้ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเสี่ยงต่อการถูกจับกุม

เมื่อวันศุกร์ (28 ส.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียได้ยกเลิกมาตรา ที่กำหนดให้การหมิ่นประมาทรัฐบาล และการเผยแพร่คำหมิ่นประมาทดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญา โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี

อนึ่ง กฎหมายดังกล่าวได้ระบุถึงการหมิ่นประมาทว่า เป็นพฤติกรรมที่ทำให้เกียรติของรัฐบาลเสื่อมเสียหรือเสียหาย รวมถึงการใส่ร้ายและการหมิ่นประมาท โดยกำหนดให้คำจำกัดความของ “รัฐบาล” รวมถึงประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และรัฐมนตรี

ศาลเห็นด้วยกับเหตุผลของนักศึกษาที่ว่า บทบัญญัติดังกล่าวอาจทำให้การวิพากษ์วิจารณ์เป็นความผิดทางอาญา และสร้างผลกระทบที่ทำให้หวาดกลัว ต่อผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น ขณะที่คำตัดสินระบุอีกว่า สถาบันทั้งหมด รวมถึงสถาบันของรัฐ เป็นนิติบุคคลที่ไม่มีความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการยกย่อง วิพากษ์วิจารณ์ หรือดูหมิ่น

สำนักงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ในอินโดนีเซีย ตั้งข้อสังเกตว่า คำตัดสินของศาลเป็นก้าวที่ดี แต่คดีล่าสุดส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ใช้บทบัญญัติเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท หรือการยุยงปลุกปั่น ที่รวมอยู่ในกฎหมายข้ออื่น.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS