สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐออกมาปกป้องข้อตกลง ที่รัฐบาลวอชิงตันจะเข้าถือผลประโยชน์ในกิจการบริหารแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา โดยระบุว่า เป็นโอกาสทางภูมิรัฐศาสตร์ในการปรับอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐ และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการทุจริตมานานหลายทศวรรษ


ข้อตกลงดังกล่าวเปิดทางให้สหรัฐเข้าถึงน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณสำรองในเวเนซุเอลา รวมถึงสิทธิเช่าแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ 17 แห่ง เป็นเวลา 100 ปี อย่างไรก็ตาม มีข้อกังขาเกี่ยวกับสัญญา 14 ฉบับที่มอบให้บริษัท นอร์ท อเมริกัน บลู เอ็นเนอร์จี พาร์ตเนอร์ส (นาเบป) ของสหรัฐ โดยไม่มีการประมูลอย่างเปิดเผย


ทั้งนี้ นาเบปอยู่ภายใต้การบริหารของนายอเลฮันโดร เบตันกูร์ นักธุรกิจชาวเวเนซุเอลา ซึ่งเคยถูกทางการสหรัฐและยุโรปสอบสวนเกี่ยวกับธุรกรรมในอดีต แต่ไม่เคยถูกตั้งข้อหา แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลวอชิงตันยืนยันว่า เบตันกูร์ผ่านการตรวจสอบแล้ว และไม่ได้เผชิญข้อกล่าวหาเรื่องละเมิดกฎหมายสหรัฐ พร้อมอธิบายว่า บริษัทเอกชนไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการแข่งขัน เพื่อร่วมเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานของรัฐบาล


แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยลดอิทธิพลของบริษัทจีนและรัสเซียที่เคยมีบทบาทในแหล่งน้ำมันดังกล่าว อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากสหรัฐจะเป็นฝ่ายเลือกรูปแบบและบริษัทที่เข้าดำเนินงาน ขณะที่บริษัทน้ำมันบางแห่งกังวลว่า อาจต้องแข่งขันกับรัฐบาลวอชิงตันโดยตรง


ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้น ขณะที่สหรัฐเผชิญกับแรงกดดันจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น โดยราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐยังคงเกิน 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน (ราว 133.36 บาท) ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พ.ย. นี้


ทั้งนี้ แหล่งข่าวยังคงยืนยันว่า ข้อตกลงทั้งหมดมีเป้าหมายในการฟื้นฟูเวเนซุเอลาที่มีเสถียรภาพและเป็นประชาธิปไตย พร้อมระบุว่า การเจรจาระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา จะกลับมาในช่วงกลางเดือน ก.ย. นี้.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS