ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.อุทัยธานี ผู้สื่อข่าว รายงานมาว่า ณ อาคารสำนักงานเหล่ากาชาด จังหวัดอุทัยธานี นายสิทธิชัย เทพภูษา รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมและสร้างการรับรู้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำสะแกกรัง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 2 จัดขึ้น โดยมีคณะกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรผู้ใช้น้ำและประชาชนเข้าร่วมงานกว่า ๒๕๐ คน เข้าร่วมรับฟัง เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

นายชัยวัตร์ รัตนคงวิพุธ เลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรัง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 2 ได้กล่าวว่า ในงานจัดให้มีกิจกรรม การเสวนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีส่วนร่วมในลุ่มน้ำสะแกกรัง การรับมือภัยพิบัติ กิจกรรมสร้างการรับรู้ในบทบาทหน้าที่และการจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรม ตลอดจนการเรียนรู้ผ่านนิทรรศการด้านการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำสะแกกรัง
ด้านนายอัตถพงษ์ ฉันทานุมัติ รองประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรัง ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” จะส่งผลกระทบกับประเทศไทย 90 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเดือน กันยายน-เมษายน ข้างหน้านี้ อย่างรุนแรง ซึ่งจะเกิดปรากฏการณ์ทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วมในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะในฤดูฝนนี้ ฝนจะน้องกว่าปกติ ดังนั้นในลุ่มน้ำสะแกกรัง จะมีความเสี่ยงมากกว่าเดิมถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากอยู่ในเขต “เงาฝน” ซึ่งมีปริมาณฝนน้อยอยู่แล้ว 1 พันกว่ามิลลิเมตร และจะน้อยกว่าเดิมอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเหลือปริมาณฝนแค่ 600-700 มิลลิเมตรเท่านั้น ฉะนั้นจะทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำจะส่งผลกระทบการใช้ชีวิตของประชาชน
คณะกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรัง ได้มีการเตรียมความพร้อม ด้วยการใช้มาตรการการรับมือร่วมกับ สทนช.แล้วนำมาปรับและประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของลุ่มน้ำสะแกรัง ในการรับมือ การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน เก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน้ำด้านการอุปโภค-บริโภคและขอความร่วมมือกับหน่วยงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดและเกษตรจังหวัดฯ ควบคุมการทำนา โดยไม่ให้มีการทำนาปรัง 2 หรือการเพาะปลูกล่วงหน้า เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงมากและจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา 3 เดือนข้างหน้านี้ แม่น้ำสะแกกรัง อุทัยธานี น้ำจะน้อยกว่าเดิม ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์
คณะกรรมการน้ำแห่งชาติหรือ กนช.ได้กำหนด จะต้องจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค เป็นอันดับ 1 การรักษาระบบนิเวศเป็นอันดับ 2 น้ำเพื่อการเกษตรอันดับ 3 อุตสาหกรรม อันดับ 4 ซึ่งคณะกรรมการลุ่มน้ำสะแกรัง มีแผนการรับมือ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในด้านการเตรียมแหล่งน้ำ การตรวจสอบระบบประปาและร่วมกับกรมชลประทาน กรมน้ำและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ ในการหาแหล่งน้ำ เพื่อมาช่วย “ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในเขตลุ่มน้ำสะแกกรัง ทั้ง 2 เขื่อนมีน้ำน้อยมากถึงระดับต่ำสุดแล้ว ” นายอัตถพงษ์ กล่าวในที่สุด



