เมื่อเวลา 11.12 น. วันที่ 3 ก.ย. 69 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงกรณีที่รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ดำเนินโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยให้มีการทำประกันภัย 30 ล้านครัวเรือน เพื่อคุ้มครองบ้านเรือนที่เสียหายและเสียชีวิต โดยมีภัย 3 ประเภท คือ กรณีน้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว หากเกิดอุทกภัยน้ำท่วมบ้านเรือนมีปัญหาก็จะได้รับการดูแลเบื้องต้น 10,000 บาท จากนั้นจะตรวจสอบสภาพความเสียหาย โดยจ่ายไม่เกิน 100,000 บาท จ่ายจริงต่อปี ส่วนกรณีที่เกิดความเสียหายจากลมพายุ หรือแผ่นดินไหว จ่ายเบื้องต้น 5,000 บาท และหากมีความเสียหายจะจ่ายไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีเช่นกัน โดยรัฐบาลอ้างว่าในแต่ละปีจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 40,000 ล้านบาท

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า จากที่ตนเคยศึกษาตัวเลข ค่าใช้จ่ายที่ ครม. เคยศึกษาจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 69 โดยขณะนั้นมีแนวคิดจะตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อดูแลปัญหาภัยพิบัติ โดยค่าใช้จ่ายในภาพรวมตั้งแต่ปี 46-69 มีค่าเฉลี่ยภัยพิบัติต่อปีประมาณ 5,300 กว่าล้านบาท ขอถามว่าที่รัฐบาลอ้างว่าค่าใช้จ่ายเรื่องภัยพิบัติปีละ 40,000 ล้านบาทนั้น เอามาจากไหน และอย่าลืมว่ารัฐบาลได้ทำประกันภัยคุ้มครองอยู่ 2 เรื่อง คือกรณีเสียชีวิตที่จ่าย 2 ล้านบาท และกรณีบ้านเรือนเสียหาย ดังนั้นรัฐบาลเอาตัวเลขนี้ขึ้นมาได้อย่างไร

“ไม่ว่าภัยพิบัติจะนำไปสู่ตัวเลขที่สร้างความเสียหายมากหรือน้อยขนาดไหน รัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ หรือจะอ้างว่าวันใดเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นมาแล้วบอกให้ประชาชนไปติดต่อกับบริษัทประกันภัยเอาเอง เพราะได้ทำประกันไปแล้วอย่างนั้นหรือ หากพูดแค่นี้ประชาชนก็จะถามว่าแล้วมีรัฐบาลไว้ทำไม เพราะอย่าลืมว่า 30,000 ครัวเรือนทั้งประเทศ ท่านได้มอบคุณภาพชีวิตให้กับบริษัทประกันภัยเอกชน มันเหมือนกับว่ารัฐบาลจะไม่รับภาระอะไรเลยหรือ” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า หากดูตัวเลขระหว่าง 40,000 ล้านบาทที่ต้องจ่าย หรือ 5,500 ล้านบาทที่จ่ายต้อง มีความแตกต่างกันมาก หากรัฐบาลจ่ายปีละ 4 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทประกันภัยได้ปีละ 15,000 ล้านบาท เขาจะอยู่ได้อย่างไร หากเขาอยู่ไม่ได้รัฐบาลก็ต้องเข้ามาดูแล แต่หากตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 5,300 ล้านบาท บริษัทประกันภัยจะมีกำไรปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท ขอฝากไปยังรัฐบาลให้ช่วยคิดด้วย

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อภาพรวมการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ว่าภัยพิบัติปีนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหน ยิ่งหากมีความเสียหายมากเกินวงเงินที่เอกชนจะจ่าย รัฐบาลก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ถ้ามีความเสียหายน้อย มันก็เป็นเงินที่ก้อนโต ตนจึงขอเสนอรัฐบาลว่าทำไมไม่จัดตั้งในรูปแบบของกองทุนดูแลภัยพิบัติประชาชน อย่างน้อยเงินปีละ 15,500 ล้านบาท ส่งเข้ากองทุนทุกปี มันก็จะสะสมได้ และที่ผ่านมา นานๆ ครั้งถึงจะมีอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นในประเทศ แต่ในภาพรวมแต่ละปีเกิดน้ำท่วมก็จริง แต่ไม่หนักหนาสาหัสขนาดนั้น นอกจากนี้ หากรัฐบาลจะอ้างว่าถ้าทำประกันกับเอกชน ในภาพรวมทุกอย่างจะรวดเร็ว รัฐบาลก็ควรแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อให้การเยียวยาดูแลประชาชนมีความรวดเร็วมากขึ้น

“อยากจะบอกกับรัฐบาลว่า การทำประกันภัยต่างๆ มันมีเรื่องคอมมิชชั่น ท่านมีเรื่องคอมมิชชั่นมาปะปนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการจ่ายปีละ 15,500 ล้านบาท ให้กับบริษัทเอกชนหรือไม่ ดังนั้นการตั้งกองทุนน่าจะคุ้มกว่าและปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ด้วย” นพ.วรงค์ กล่าว.