เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 4 ก.ย. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงภาพรวมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 ก.ย. รัฐบาลแอบอ้างเอาเรื่องสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งที่มีความมุ่งหมายทางการเมืองซ่อนอยู่ ซึ่งบอกตรงๆ ว่า อำมหิต ในทางปฏิบัติต้องการที่จะเห็นการแก้ปัญหาภาคใต้จริงหรือไม่ ประธานสภาต้องชิงปิดการประชุม เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าหากปล่อยให้นับองค์ประชุม สภาล่มแน่นอนอยู่แล้ว ก็จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าอยู่กันไม่ครบ แสดงว่าไม่เห็นถึงความสำคัญของปัญหาใต้จริง
หากเห็นถึงความสำคัญเรื่องใต้ ต้องจบตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ก.ย. แต่คำถามคือทำไมต้องต่อเวลาและเติมชื่อผู้อภิปรายจำนวนมาก หากต้องการเห็นการแก้ไข เรื่องนี้ก็ควรจะเร่งส่งต่อ ไม่ว่าจะเป็น ครม. หรือกรรมาธิการ (กมธ.) แต่กลับประวิงเวลา เพื่อไม่ต้องการให้ตั้งคำถามเรื่อง สว.ได้ พวกตนยินดีที่จะร่วมประชุมต่อจนถึงตี 1 ตี 2 ขอเพียงแค่จบ สัปดาห์ต่อไปก็จะได้เข้าสู่รายงาน กกต. แต่ก็ไม่เอาอีก ก็ยังจะเอาเรื่องนี้ไปประวิงเวลาต่อในสัปดาห์ถัดไป ทำแบบนี้จะไม่ให้บอกว่าอำมหิตมันก็แปลก เป็นการซื้อเวลาเรื่องฮั้ว สว. มองอย่างอื่นไม่ได้
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าจะมีการประวิงเวลาไปจนถึงหลังวันที่ 14 ก.ย. ที่ กกต. จะลงมติคดีฮั้ว สว. นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ก็คงต้องรอดู ไม่ขอทำนายทายทัก แต่ก็เชื่อว่าประชาชนคงคิดแบบนั้นได้ ถามตรงๆ ว่าทำแบบนี้ท่านได้อะไร มันช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นหรือ ยิ่งกลัวเรื่องนี้มากเท่าไร ยิ่งชัดเจนหรือไม่ ว่าตกลงแล้วสิ่งที่ผู้บริหารทั้งหลายทำกันในลักษณะองค์กรอาชญากรรม ซึ่งผิดชัดเจน สรุปว่าที่สังคมไทยกำลังตระหนักว่านี่คือ การโกง สว. ก็มีมูลความจริงใช่หรือไม่

“ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับ สส. ภาคใต้หลายคน เช่น นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ และนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และหนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่สุดคือนายกมลศักดิ์ ถูกลอบยิง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรี ต้องให้ความเป็นธรรม ต้องตามล่า ใช้ทรัพยากรทุกอย่าง แต่จนถึงวันนี้ยังจับคนที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ สส.ภาคใต้ที่ออกมาส่งเสียงแสดงพลัง ท่านทำเฉพาะแค่ให้มันดูดีเฉยๆ หรือเปล่า เอาแค่แสง เอาแค่หน้าหรือไม่ แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้มีความพยายามในการกดดันรัฐบาลอนุทิน ตามล่าคนที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งหมดนี้เป็นการเล่นละครปาหี่ ไม่สนใจว่า นายกมลศักดิ์ จะได้รับความเสี่ยงมากขนาดไหน จากสัญญาตรงนี้เป็นการเติมเชื้อไฟ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้รุนแรงขนาดไหน จะแก้ไขปัญหากันแบบนี้จริงๆ หรือไม่ หรือแค่จะซื้อเวลา กับรัฐบาลอนุทิน รัฐบาลเขากระโดง ต้องเอาให้ชัด” นายรังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่นายกรัฐมนตรีกล่าวหาผู้นำฝ่ายค้านว่าไม่รู้เรื่องงบประมาณการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนอยากเห็นคนที่เข้าใจการใช้เงินงบประมาณในการแก้ปัญหา ที่ทำๆ กันอยู่เข้าใจแล้วใช่หรือไม่ สถานการณ์ไฟใต้ที่ลุกโชนขณะนี้คือคนเข้าใจหรือ ถ้านายกฯ บอกว่าเราไม่เข้าใจก็ชี้มาเป็นจุดๆ เลย เอากฎหมายมาว่ากัน เพราะการพูดถึงงบประมาณแผ่นดินต้องว่ากันตามกฎหมายอยู่แล้ว
“ถ้าจะมาโจมตีดิสเครดิตเฉยๆ ต้องถามกลับไปว่าท่านยังมีเครดิตอะไรเหลือที่จะมาดิสเครดิตคนอื่น วันนี้ต้องคุยกันด้วยความจริง สถานการณ์ไฟใต้รุนแรงเพราะใคร สส.กมลศักดิ์ ยังตามหาคนร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ ขอถามจริงๆ ใครกันแน่ที่บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด ใครกันแน่ที่ไม่เข้าใจการบริหารราชการแผ่นดิน ใครกันแน่ที่ไม่เข้าใจเรื่องเงินภาษีและงบประมาณต่างๆ”
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ยังไม่นับรวมอีกหลายปัญหา ทั้งฮั้ว สว. สอบท้องถิ่น ท่านชี้แจงหน่อยว่านายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษาฯ ของท่าน ไปยุ่งกับ สถ. ทำไม และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ที่วันนี้ออกมายอมรับ ว่ามีการติดต่อประสานงานกันจริงท่านมีหน้าที่อะไร เป็นคู่สัญญากับเขาหรือไม่ ขอให้ตอบเฉพาะปัญหาคนใกล้ตัวของท่าน อย่าให้ประชาชนตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วรัฐบาลเป็นหัวขบวนองค์กรอาชญากรรมที่กำลังปล้นประเทศไทยหรือไม่ ต้องพูดกันให้ชัด
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า อยากชวนประชาชนทุกคนคิดว่าเรายอมกันแบบนี้จริงๆ หรือ เรายอมให้ประเทศของเราถูกทำงานผ่านเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง อดีตข้าราชการการเมือง ที่ปรึกษาต่างๆ และอาจมีภาคธุรกิจที่เข้ามาสุมหัวกัน แล้วปล้นประเทศไทยอย่างที่ทำกันอยู่ เรารับกันได้หรือ ดังนั้นตนคิดว่าวันนี้พวกเราทำเต็มที่ กลไกของฝ่ายค้านเรามีไม่เยอะ แต่เราทำเต็มที่ให้ออกมาดีที่สุด และในอนาคตที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราลุยเต็มที่อย่างแน่นอน ส่วนในสมัยการประชุมนี้จะใช้กลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งแบบลงมติและไม่ลงมติหรือไม่ก็ขอให้รอติดตาม
เมื่อถามว่า นายกฯ ไม่อยากให้สื่อถามไปมา แต่อยากถามในสภาดีกว่าและพร้อมมาชี้แจง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ถ้าเขาบริสุทธิ์ใจ ถ้าไม่สร้างปัญหาต่างๆ ตนคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องกลัวในเรื่องพวกนี้ คิดว่านักข่าวมีวิธีการทำข่าวแบบนี้มานานแล้ว ดังนั้นอยู่ๆ จะมาบอกว่านักข่าวควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไร เดี๋ยวจะโดนตั้งคำถามต่อว่าแทรกแซงการทำงานของสื่อหรือไม่ ตนคิดว่าสื่อมวลชนมีสิทธิที่จะถาม ส่วนจะเป็นคำถามอย่างไร ประชาชนก็พร้อมที่จะตรวจสอบสื่ออยู่แล้ว ส่วนนักการเมืองตอบได้ก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็บอกตอบไม่ได้ แต่ที่น่ากังวลคือนักการเมืองที่มันกลัวคำถาม



