บรรยากาศประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 ก.ย. สะท้อนให้เห็นว่า การเมืองนับจากนี้ จะมีความเข้มข้น ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ใช้เหลี่ยมและวิธีการต่างๆ ชิงไหวชิงพริบอย่างเต็มที่ เมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้านพยายามชี้ให้เห็นว่า เลื่อนญัตติการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ และพยายามขัดขวางการนำรายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี 2567 เข้าพิจารณาในสภา เพราะวันที่ 14 ก.ย. 69 กกต.จะนำเรื่องเรื่อง “ฮั้ว สว.” เข้าพิจารณาโดยไม่มีใครยอมใคร นั่นหมายความว่า จากนี้ทุกเรื่องทุกประเด็นจะต้องมีการขบเหลี่ยมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเป้าหมายที่วางไว้คือ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งหนีไม่พ้นในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล รวมทั้ง “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สองแกนนำคนสำคัญ ซึ่งเป้าหมายต้องการดิสเครดิตพรรคแกนนำรัฐบาล แม้จะยังไม่ถึงขั้นล้มรัฐบาล แต่คงหวังบอบช้ำที่สุด

ส่วนความคืบหน้าการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้านนั้น “นายรังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้ที่รับมอบหมายในการเดินหน้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ยืนยันจะดำเนินการยื่นญัตติอภิปราย และได้อภิปรายทันภายในสมัยประชุมนี้ ซึ่งปัจจุบันการเตรียมการรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด จากหลากหลายพรรคการเมือง แต่ปัญหาขณะนี้ข้อเท็จจริงมีเยอะมาก และมีการกระทำความผิดในหลายเรื่อง ทั้งการกระทำผิดที่เกิดขึ้นและต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน ถามถึงเป้าหมายรัฐมนตรีที่จะอภิปรายมีกี่คน รองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า ขอเวลาพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้รวบรวมข้อเท็จจริง เป้าเป็นใครบ้างยืนยันจะออกมาอย่างไม่ชักช้าแน่นอน ฝ่ายค้านมีการประชุมกันอยู่ตลอดทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยเรื่องนี้จะทำให้เป็นเรื่องลับ แต่เมื่อถึงเวลาเหมาะสมจะเปิดเผย

“รับรองว่าครั้งนี้เรามีข้อมูลเยอะจริงๆ และบอกว่าบรรดาคนที่ทำงานใกล้ชิดกับตัวรัฐบาลเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี” รองหัวหน้าพรรค ปชน. ระบุ
นอกจากนี้ “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปล่อยคลิปวิดีโอ แจ้งว่า วันที่ 7 ก.ย. 69 จะเชิญผู้สื่อข่าวมาทั้งหมด เพื่อแถลงข่าวว่า จะลงถนนแล้ว ไม่ต้องการให้รัฐบาลชุดนี้ลาออกหรือไล่ออก แต่เรียกร้องเอาประเทศไทยของเราคืนมา โดยเป็นประเทศไทยที่มีหลักนิติรัฐนิติธรรม ประชาชนได้รับการดูแล กฎหมายเป็นกฎหมาย ขจัดพวกต่างชาติเทา ปกป้องประเทศไทยให้เป็นของคนไทยต่อไป โดยจะเริ่มดำเนินการยื่นหนังสือต่อสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย
แต่ก็คงประมาทอดีตแกนนำ พธม.ไม่ได้ เพราะหากมีคนเข้าร่วมเยอะมาก ประเด็นอาจแปรเปลี่ยนไป เพื่อต้องการกดดันให้รัฐบาลลาออก นั่นหมายความว่า เดือน ก.ย. ถือเป็นเดือนร้อนทางการเมือง ต้องอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะหาทางดับไฟหรือช่วยกระพือไฟให้ลุกโชนมากขึ้น
ส่วนการร้องขอของ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อบางสำนัก หากมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีการขอเปิดตำแหน่ง รมช.คลัง เพิ่มเติมหรือไม่ ว่า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมือง แต่ส่วนตัวมองว่าหากมีผู้มาช่วยแบ่งเบาภาระงานและทำให้การขับเคลื่อนงานของกระทรวงง่ายขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน

ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายเอกนิติ แบะท่าอยากมี รมช.คลัง ว่า วันนี้ก็ยังทำงานได้ดีอยู่ ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีรัฐมนตรีช่วย นายเอกนิติและนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ก็มีผู้ช่วยรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถ และตรงต่อวิชาชีพ เมื่อถามว่า หากในอนาคตจะมี รมช. ควรเป็นนักการเมืองในพรรค หรือเป็นคนนอก หรือให้ รมต.เจ้ากระทรวงเป็นผู้ตัดสินใจ นายกฯ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ที่น่าสนใจคือ “น.ส.รัชดา ธนาดิเรก” โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนติดตามรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” รายการที่จะเปิดมุมคิด เจาะนโยบาย เบื้องหลังการทำงาน และทิศทางการบริหารประเทศ ผ่านการพูดคุยกับรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโดยตรง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร มีเป้าหมายอย่างไร และจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร โดยจะชวนรัฐมนตรีมาพูดคุยแบบตรงไปตรงมาในประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน รัฐบาลต้องการเพิ่มช่องทางการสื่อสารที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจากผู้กำหนดและรับผิดชอบนโยบายโดยตรง สิ่งสำคัญคือประชาชนควรได้ทราบถึงผลที่จะเกิดขึ้น จากการดำเนินงานของรัฐบาล เพื่อให้ทุกคำถามมีคำตอบ ประชาชนสามารถติดตามรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ได้ทุกวันเสาร์ เวลา 09.05 น. ทางโทรทัศน์ NBT, MCOT HD และ ททบ.5 และช่องทางออนไลน์ กรมประชาสัมพันธ์, NBT Connext และไทยคู่ฟ้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเทปแรกวันที่ 5 ก.ย. ประเดิมรายการโดย “นายปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ที่จะมาพูดคุยถึงเรื่องปฏิรูประบบราชการ
นอกจากจะมีการปรับการสื่อสาร เพิ่มช่องทางในการชี้แจงกับประชาชน ในสัปดาห์หน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง “โฆษกประจำสำนายกฯ” โดย “น.ส.รัชดา ธนาดิเรก” จะไปเป็นผู้ช่วย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และมาช่วยงานตนในเรื่องของกลุ่มสตรีในภาคใต้ ส่วน “หมอเอก” นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ จะเข้ามารับตำแหน่ง “โฆษกรัฐบาล” โดยน่าจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า

ขณะที่การตอบโต้กันระหว่าง “ภท.” กับ “ปชน.” ก็หนักหน่วงมากขึ้น โดย “นายศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นต่อการประชุมสภา เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีวาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ประจำปี 67 โดยตั้งคำถามว่า ตรวจสอบ กกต. หรือกำลังกดดัน กกต. การตรวจสอบองค์กรอิสระเป็นหน้าที่ของรัฐสภา แต่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านกลับมุ่งเน้นคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. จึงเกิดคำถามว่า สภากำลังตรวจสอบผลการปฏิบัติงานประจำปี หรือกำลังกดดันกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด หากมีการนำข้อมูลหรือรายละเอียดจากสำนวนการสอบสวน หรือสำนวนไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุด มาใช้ประกอบการอภิปราย ก็ยิ่งต้องตั้งคำถามถึงที่มาของเอกสารเหล่านั้นว่า ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

นายศุภชัย ระบุว่า กกต. ต้องถูกตรวจสอบเรื่องความล่าช้า ความโปร่งใส และประสิทธิภาพได้ แต่การตรวจสอบต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและกรอบกฎหมาย ไม่ใช่นำข้อมูลบางส่วนมาสรุปล่วงหน้าว่าใครผิด หรือเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับบุคคลจำนวนมาก
“ก่อนจะนำ “สำนวน” มาตั้งคำถามกับคนอื่น ก็ควรตอบคำถามให้ได้เสียก่อนว่า สำนวนนั้นมาจากไหน ได้มาอย่างไร และมีสิทธินำมาเปิดเผยหรือไม่ เพราะกฎหมายต้องอยู่เหนือกระแส พยาน หลักฐานต้องอยู่เหนือการเมือง และความเป็นอิสระของ กกต. ต้องอยู่เหนือแรงกดดันจากทุกฝ่าย การอภิปรายที่จะมาถึงของฝ่ายค้านก็จะเป็นดังที่ผมทำนายไว้ เพราะจะกลายเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระคือ กกต. แทนที่จะเป็นการตรวจสอบตามปกติ อันมิใช่หน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร” นายศุภชัย ระบุ
“น.ส.รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. เตือนพรรค ปชน. อย่าใช้เวทีสภากดดัน กกต. จนกลายเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระ ว่า เป็นหน้าที่ของสภา และรัฐบาลตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่จะต้องยื่นหน้าออกมาปกป้อง กกต. พื้นที่ของสภา ควรมีเอาไว้พูดเพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เวทีที่จะเอามาปกป้องพวกพ้องเครือข่ายตัวเอง เอาเพจพรรคออกมาตอบโต้หน่วยงานอื่น พรรค ภท. ทำขนาดนี้ไหม มีใครใน กกต. เป็นบุพการีของพวกท่านหรือคะ รัฐบาลพรรค ภท. เอาชีวิตของคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาอ้างบังหน้า เพื่อปกป้อง กกต. จริงๆ
จากนั้น “นายศุภชัย” ได้โพสต์ข้อความตอบโต้อย่างรุนแรงเป็นภาษาอังกฤษว่า “you baseborn bastard!!” (ซึ่งแปลว่า ไอ้ลูกไม่มีพ่อชั้นต่ำ หรือ ลูกนอกสมรสชั้นต่ำ) ฝ่าย น.ส.รักชนก ได้แชร์โพสต์คำด่าภาษาอังกฤษดังกล่าวของนายศุภชัย พร้อมระบุข้อความสั้นๆ กำกับว่า “สลิ้งแตก”
การตอบโต้ของทั้งสองฝ่าย ถูกตั้งคำถามเรื่องวุฒิภาวะ โดยเฉพาะ “น.ส.รักชนก” ที่มักใช้คำพูดที่รุนแรงโจมตีฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะการดึงประเด็นบุพการีมาเกี่ยวข้อง จนทำให้ถูกตอบโต้จากฝ่ายตรงข้ามรุนแรงเช่นเดียวกัน
ทีมข่าวการเมือง



