พรุ่งนี้แล้วที่วงการศึกษาไทยจะได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานครั้งสำคัญ ในวันที่ 8 กันยายน ที่จะมีการประกาศผลคะแนน PISA 2025 อย่างเป็นทางการ โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment: PISA) ซึ่งริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นั้น ถือเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญในการประเมินคุณภาพระบบการศึกษาทั่วโลก จากผลการประเมิน PISA 2022 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายด้านผลสัมฤทธิ์ที่ลดลง ทว่าวิกฤตดังกล่าวได้กลายเป็นแรงผลักดันครั้งประวัติศาสตร์ให้เกิดการตื่นตัวและปรับกระบวนทัพการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ
เมื่อครั้งขับเคลื่อนอย่างจริงจังใน 2 ปีที่ผ่านมา ได้ระดมสรรพกำลัง จากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมออกแบบการพัฒนาความฉลาดรู้ของผู้เรียน สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรุปธรรม ปฏิเสธไม่ได้ที่จะทำให้คิดถึง “ครูอุ้ม” พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีต รมว.ศธ. และ “ครูเกศ” ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อดีตรองเลขา กพฐ. พร้อมทั้ง “ครูใหญ่ธงชัย” ดร.ธงชัย ชิวปรีชา อดีตผู้อำนวยการ สสวท. ที่ทำให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก ได้เตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งบอร์ดคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ และ คณะทำงานขับเคลื่อนฯ สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่ตัวเลขคะแนนที่สวยหรู แต่คือการวางรากฐาน “ความฉลาดรู้” ที่ฝังลึกไปถึงระดับจิตวิญญาณของห้องเรียน
บูรณาการระดับชาติ: จากกระดาษนโยบายสู่การปฏิบัติจริง
กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การนำของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขณะนั้น ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมสูงสุดสำหรับการประเมิน PISA 2025 ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 อย่างเข้มข้น มีการดึงจุดแข็งจากทุกหน่วยงานผ่าน “คณะกรรมการ PISA แห่งชาติ” ทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สพฐ. สภาการศึกษา อาชีวศึกษา เอกชน ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการยกระดับผลการประเมิน PISA นำโดย ดร.ธงชัย ชีวปรีชา ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อออกแบบแนวทางการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่ผลคะแนน PISA ที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการใช้ผลคะแนน PISA เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน โดยมี ดร.เกศทิพย์ รองเลขา กพฐ.เป็นหัวเรือใหญ่นำทัพการขับเคลื่อน เพื่อเป็นต้นแบบให้กับทุกสังกัด
พลิกโฉมการเรียนรู้: ติดอาวุธทางปัญญาให้ครูและนักเรียน
การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการท่องจำสู่การคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้คือหัวใจสำคัญ ได้มีการจัดทำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ทั้งสิ้น 17 ชุด โดยมีโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และ สสวท. รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิเป็นคณะทำงาน ชุดความรู้เหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังแกนนำกว่า 1,400 คน ทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่ขยายผลไปยังครูผู้สอนอีกกว่า 27,000 คนทั่วประเทศ ทำให้นำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ไปบูรณาการลงสู่แผนการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม
สิ่งที่น่าทึ่งคือการพัฒนาครู ผู้บริหาร และบุคลากร ให้เป็นนักสร้างข้อสอบแนว PISA โดยมีการอบรมครูให้สามารถออกข้อสอบตามแนว PISA ได้เองในรูแบบ On Demand “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” ซึ่งมีผู้ผ่านระบบการพัฒนากว่า 4 แสนคน ระบบนี้พัฒนาขึ้นโดย สพฐ. ร่วมกับ สพม.พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ทำให้เกิดคลังข้อสอบแนว PISA ที่สามารถนำไปปรับใช้เป็นแบบประเมินผลเชิงสถานการณ์ในสถานศึกษาอีกจำนวนมาก
ความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีและกิจกรรมสร้างแรงจูงใจ
ในการประเมินระดับสากลยุคปัจจุบัน ความพร้อมด้านเทคโนโลยีคือสิ่งชี้วัดความสำเร็จ นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย (ม.2 และ ม.3) กว่า 662,300 คน ได้รับการพัฒนาผ่านชุดพัฒนาความฉลาดรู้แล้วถึง 506,374 คน โดยกว่าร้อยละ 78 สพฐ. กำหนดมาตรการให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมายได้ฝึกปฏิบัติการทำข้อสอบผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (PISA Style Online Testing และ Offline) อย่างสม่ำเสมอ โดยตั้งเป้าหมายให้นักเรียนได้ฝึกทำข้อสอบผ่านระบบอย่างน้อยคนละ 3 ครั้ง เพื่อลดความตื่นเต้นและสร้างความคุ้นเคยกับเครื่องมือ
สพฐ. ยังได้นำร่องกิจกรรมเสริมทักษะที่หลากหลายเพื่อสร้างแรงจูงใจ ได้แก่
- การจัดกิจกรรมการแข่งขัน PISA Gamification ให้นักเรียนได้ฝึกการอ่าน การทำโจทย์ ผ่านการเล่นเกมเก็บแต้ม ซึ่งจัดแข่งขันเป็น Tournament ทั่วประเทศ
- กิจกรรมค่ายส่งเสริมเด็กไทย ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ “ สพฐ. Summer camp 2025 ” สำหรับโรงเรียนในการดำเนินการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติการคิด
- กิจกรรมปิดเทอมใหญ่เด็กไทย “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” เป็นกิจกรรมตอบคำถามแนว PISA ชิงรางวัลรายสัปดาห์
- กิจกรรมโรงเรียนพี่เลี้ยงคู่พัฒนา โดยดึงจุดแข็งของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เข้ามาทำหน้าที่เป็น “โรงเรียนพี่เลี้ยง” เพื่อถ่ายทอดทักษะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
- กิจกรรม “เพิ่มพูน” สมรรถนะความฉลาดรู้ ตลอดระยะเวลา 4 เดือน (พฤษภาคม-สิงหาคม 2568) ให้นักเรียนได้ฝึกตีโจทย์ กระบวนการคิด และการถ่ายทอดหาคำตอบ
ความรับผิดชอบร่วมกัน: การบริหารจัดการเครือข่ายเชิงรุก
ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นได้จากการบริหารจัดการและการติดตามอย่างใกล้ชิด มีการติดตามผลการดำเนินงานผ่านการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการทุกสัปดาห์ โดย พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นจำนวนกว่า 70 ครั้ง พร้อมด้วยการติดตามการขับเคลื่อนในระดับเขตพื้นที่ ทั้ง 245 เขตพื้นที่ โดย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. (ขณะนั้น) กว่า 30 ครั้ง กลยุทธ์นี้เป็นการดึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเข้ามามีส่วนร่วม เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับคำสั่ง” เป็น “ผู้ขับเคลื่อนหลักในพื้นที่ของตนเอง” สร้างระบบความรับผิดชอบรับชอบที่มีความตื่นตัวสูงตลอดเวลา ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของการยกระดับการบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ “จากการสั่งการ ” ไปสู่ “การบริหารจัดการเครือข่ายเชิงรุก”
พร้อมก้าวสู่เวทีโลกด้วยความภาคภูมิใจ
ในโค้งสุดท้าย สพฐ. ได้ลงพื้นที่ติดตามผลการเตรียมความพร้อม และเสริมสร้างกำลังใจให้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่มีความมั่นใจในการเป็นตัวแทนเพื่อเข้าสอบ PISA 2025 สืบเนื่องจากการขับเคลื่อนและการเตรียมความพร้อมอย่างทั่วถึง การทำงานหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 ถึงสิงหาคม 2568 ไม่ใช่เพียงแค่การยกระดับผลการประเมิน PISA แต่เป็นการเปลี่ยนการเรียนรู้ในห้องเรียน สู่การสร้างสมรรถนะและความฉลาดรู้ให้กับนักเรียนอย่างยั่งยืน
วันที่ 8 กันยายนนี้ ไม่ว่าตัวเลขผลคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ประจักษ์ชัดคือความสำเร็จในการปลุกพลังเครือข่ายการศึกษาไทยทั้งระบบ ผลคะแนนที่จะประกาศจึงไม่ได้เป็นเพียงบทสรุป แต่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความหวังและการก้าวกระโดดของการศึกษาไทยที่จะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปบนเวทีโลก



