เมื่อวันที่ 8 ก.ย. นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า หลังจากส่งตัวอย่างปลาต้องสงสัยในเขื่อนลำปาวไปตรวจสอบที่กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง ล่าสุดได้รับแจ้งผลเบื้องต้นแล้วว่า เป็น “ปลาหมอคางดำ” จริง โดยพบลักษณะลำตัวเพรียวตรงตามลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์นี้ คาดว่าหนังสือยืนยันผลอย่างเป็นทางการจะออกมาภายในสัปดาห์นี้

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ จับมือผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมระดมกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกอีกครั้งในวันที่ 12 ก.ย. โดยครั้งนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดจะลงพื้นที่ด้วยตนเอง สะท้อนความจริงจังของภาครัฐในการรับมือวิกฤติครั้งนี้

ทั้งนี้ จ.กาฬสินธุ์ ไม่ใช่จังหวัดธรรมดา แต่คือ “ศูนย์กลางสัตว์น้ำเศรษฐกิจ” ของภาคอีสาน ด้วยตัวเลขที่น่าตกใจ พบว่า เกษตรกรเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในบ่อดิน 1,225 ราย พื้นที่กว่า 8,500 ไร่ มูลค่าผลผลิตราว 1,000 ล้านบาท/ปี และเกษตรกรเลี้ยงปลานิลในกระชัง 425 ราย รวมกว่า 12,000 กระชัง ครองแชมป์แหล่งผลิตปลานิลอันดับ 1 ของภาคอีสาน รวมมูลค่าผลผลิตทั้งสองชนิดสูงถึง 2,000 ล้านบาทต่อปี นี่คือเหตุผลที่ภาครัฐต้องเร่งเครื่องเต็มสูบ วางมาตรการสกัดกั้นอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ “ปลาหมอคางดำ” จะลุกลามซ้ำรอยวิกฤติที่เคยเกิดขึ้นในหลายจังหวัด ซึ่งอาจกระทบทั้งวิถีชีวิตและรายได้ของเกษตรกรทั้งระบบ.