หลังจากเกิดสถานการณ์ตรวจพบว่า มีน้ำมันรั่วไหลบริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 ประมาณช่วงเย็นของวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีน้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร บริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 รอยต่อเขตคลองเตยและเขตยานนาวา โดยขุดค้นจนพบจุดรั่วของน้ำมันแล้ว พร้อมสั่งการให้บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด และบริษัท กรุงเทพขนส่งทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด เข้ามารับผิดชอบดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วนให้ดำเนินการแก้ไขปัญหา และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ยังจะต้องจ่ายค่าชดเชยและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย

ล่าสุด หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือแจ้งถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยระบุว่า ขอเรียนแจ้งว่า บริษัทย่อย คือบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด (“BPT”) เป็นเจ้าของระบบท่อขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากจนถึงคลังน้ำมันช่องนนทรี ตลอดต่อไปตามเส้นทางส่งน้ำมันไปยังคลังน้ำมันอากาศยานดอนเมือง คลังน้ำมันอากาศยานสุวรรณภูมิ และ ต่อไปจนถึงคลังน้ำมันภาคพื้นดินที่คลังน้ำมันบางปะอิน อันเป็นแนวท่อที่วางผ่านบริเวณที่เกิดเหตุนั้น BPT ได้ให้สิทธิการใช้และบริหารทรัพย์สินของระบบท่อส่งน้ำมันดังกล่าวโดยมีค่าตอบแทนแก่ บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (“BFPL”) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565

เมื่อมีการตรวจพบว่ามีน้ำมันรั่วไหล ก็ได้มีการหยุดการขนส่งน้ำมันผ่านระบบท่อดังกล่าวทันที โดยขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีผลกระทบรุนแรงต่อประชาชน ชุมชนโดยรอบและสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด ทั้งนี้ บริษัท BPT และ BFPL ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการตรวจสอบค้นหาจุดรั่วไหล เพื่อระงับเหตุอย่างเร่งด่วนที่สุดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ชุมชน เป็นสำคัญ

อนึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัททราบว่าบริษัทน้ำมันผู้ขนส่งน้ำมันทางท่อทุกรายยังคงสามารถบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันได้ ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันอากาศยาน ทั้งที่ขนส่งไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และการขนส่งน้ำมันภาคพื้นดินไปยังพื้นที่ภาคเหนือ และในส่วนของการประกันภัยนั้นยังอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกรมธรรม์ที่ บริษัท BPT และ BFPL ได้ทำไว้

บริษัทให้ความสำคัญต่อการให้บริการอย่างปลอดภัย ต่อเนื่อง และมีมาตรฐานสูงสุด ซึ่งขณะนี้บริษัทยังคงเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยจะดำเนินการแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หากมีความคืบหน้าที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต