วิกฤติหมอกควันจากไฟป่าเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและเกิดซ้ำอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เมื่อไฟป่าและไฟที่เกิดจากการเผาพื้นที่เกษตรลุกลามจนปล่อยควัน ฝุ่นละออง และก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ
ควันเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงประเทศต้นทาง แต่สามารถเคลื่อนตัวตามกระแสลมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ไทย และฟิลิปปินส์ จึงกลายเป็นปัญหา “มลพิษข้ามพรมแดน” ที่ส่งผลต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
สาเหตุสำคัญของหมอกควันในภูมิภาคนี้มาจากการเผาป่า การเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก และการจัดการที่ดินที่ไม่ยั่งยืน พื้นที่พรุในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตราและกาลิมันตันของอินโดนีเซีย เป็นจุดเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากดินพรุมีอินทรียวัตถุสะสมอยู่มาก
เมื่อพื้นที่ถูกระบายน้ำเพื่อใช้ทำเกษตรหรือปลูกพืชเชิงเดี่ยว ดินจะแห้งง่ายและติดไฟได้รวดเร็ว ไฟพรุยังยากต่อการดับ เพราะสามารถลุกไหม้อยู่ใต้ผิวดินเป็นเวลานาน แล้วกลับปะทุขึ้นใหม่เมื่ออากาศแห้งและลมแรง
ปัจจัยด้านภูมิอากาศทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้หลายพื้นที่มีฝนน้อยและเผชิญภาวะแห้งแล้งยาวนาน เมื่อความชื้นในป่าลดลง โอกาสเกิดไฟและการลุกลามของไฟก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้รูปแบบฤดูกาลแปรปรวน ส่งผลให้หน่วยงานรัฐและชุมชนคาดการณ์และเตรียมรับมือได้ยากกว่าเดิม วิกฤติหมอกควันจึงไม่ใช่เพียงปัญหาไฟป่าเฉพาะหน้า แต่เชื่อมโยงกับการใช้ที่ดิน การผลิตสินค้าเกษตร และวิกฤติโลกร้อนโดยตรง
ผลกระทบที่ประชาชนสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดคือปัญหาสุขภาพ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก เช่น พีเอ็ม 2.5 สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด ทำให้เกิดอาการไอ แสบตา หายใจลำบาก ภูมิแพ้กำเริบ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและปอด เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

ในหลายพื้นที่ โรงเรียนต้องปิดชั่วคราว กิจกรรมกลางแจ้งถูกยกเลิก และประชาชนจำเป็นต้องสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นเมื่อออกจากบ้าน
ในด้านเศรษฐกิจ หมอกควันส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การคมนาคมทางอากาศ และผลผลิตทางการเกษตร ทัศนวิสัยที่ลดลงอาจทำให้เที่ยวบินล่าช้าหรือถูกยกเลิก ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวต้องเผชิญกับจำนวนนักเดินทางที่ลดลง นอกจากนี้ ไฟป่ายังทำลายพื้นที่ป่า แหล่งน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่าจำนวนมากสูญเสียถิ่นอาศัยหรือเสียชีวิตจากเปลวไฟและควันพิษ พื้นที่พรุซึ่งถูกเผายังปล่อยคาร์บอนปริมาณมหาศาลสู่บรรยากาศ ยิ่งซ้ำเติมภาวะโลกร้อนให้รุนแรงขึ้น
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้และได้จัดทำ “ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน” ตั้งแต่ปี 2545 เพื่อส่งเสริมการป้องกัน การติดตาม และการลดผลกระทบจากไฟป่าและหมอกควัน

ความตกลงดังกล่าวเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูล การเฝ้าระวังจุดความร้อน การช่วยเหลือระหว่างประเทศ และการประสานงานในระดับภูมิภาค ต่อมาอาเซียนยังมีแผนยุทธศาสตร์ปลอดหมอกควัน ครอบคลุมระยะเวลาระหว่างปี 2566-2573 ซึ่งมุ่งผลักดันการจัดการป่า พื้นที่เกษตร และพื้นที่พรุอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การมีข้อตกลงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รัฐจำเป็นต้องตรวจสอบผู้ที่ลักลอบเผาพื้นที่และให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบต่อความเสียหาย ขณะเดียวกัน เกษตรกรควรได้รับทางเลือกที่ทำได้จริง เช่น เครื่องจักรจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร การสนับสนุนทางการเงินสำหรับการไม่เผา และความรู้เรื่องเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภาคธุรกิจต้องตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของตนเอง ไม่สนับสนุนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่าหรือการเผาพื้นที่
ในระดับประชาชน ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการไม่เผาขยะหรือวัสดุเกษตรในที่โล่ง ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศ ลดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินนโยบายอย่างโปร่งใส
วิกฤติหมอกควันไฟป่าในอาเซียนจึงเป็นบททดสอบสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาค เพราะอากาศไม่มีพรมแดน การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกันจากรัฐบาล ธุรกิจ ชุมชน และประชาชนทุกคน.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



