เมื่อวันที่ 10 ก.ย. จากประเด็นการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ก่อให้เกิดการตรวจสอบและการตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) จนล่าสุดมีมติสั่งชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์รวม 166 โครงการในการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 เพื่อเร่งจัดระเบียบและวางเกณฑ์ควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำ ใช้ไฟ ที่ตั้ง ผังเมือง การสำรองน้ำมัน ไปจนถึงการทำ EIA

องค์กร justpow ซึ่งรวมบิ๊กดาต้าด้านพลังงาน ตรวจสอบในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ พบว่าในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ 41 โครงการ โดยสามารถแยกได้ดังนี้ 

ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 9 โครงการ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 22 โครงการ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 10 โครงการ

ดาต้าเซ็นเตอร์ในจังหวัดระยอง ทั้งหมด 15 โครงการ แบ่งเป็น ดำเนินการแล้ว 3 โครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 8 โครงการ มีแผนจะสร้าง 4 โครงการ

ดาต้าเซ็นเตอร์ในจังหวัดชลบุรี ทั้งหมด 23 โครงการ แบ่งเป็น ดำเนินการแล้ว 6 โครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 5 โครงการ มีแผนจะสร้าง 12 โครงการ

ดาต้าเซ็นเตอร์ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งหมด 3 โครงการ แบ่งเป็น อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 โครงการ มีแผนจะสร้าง 1 โครงการ

ดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC เป็นของสหรัฐ 8 โครงการ (มี 2 โครงการคือ Quartz CHN-1A และ Quartz CHN-2A ที่บริษัทแม่คือ Alphabet Inc. (สหรัฐอเมริกา) แต่บริษัทลูกบริษัท ควอตซ์ คอมพิวติ้ง มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นสิงคโปร์) สิงคโปร์ 9 โครงการ ไทย 8 โครงการ จีน 4 โครงการ สิงคโปร์ + ไทย 4 โครงการ ญี่ปุ่น 4 โครงการ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ + ไทย 2 โครงการ สหราชอาณาจักร 1 โครงการ อินเดีย + ไทย 1 โครงการ (บริษัท ซีทีอาร์แอลเอส ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แม้ปรากฏในข่าวว่าเป็นอินเดีย แต่บริษัทที่ลงทุนในไทยมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นสิงคโปร์ 99%) 

ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ EEC กับกรุงเทพฯ ต่างกันที่ประเภทและขนาด ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ส่วนมากเป็นประเภท Colocation ที่ให้บริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้กับ Internet Data Center หรือเป็นการเช่าเซิร์ฟเวอร์และฝากวางที่ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นบริการรับฝากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ มีขนาดเล็กใช้ไฟฟ้าไม่กี่เมกะวัตต์ และโดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนอาคาร ซึ่งเพิ่งจะมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง (Stand Alone) ไม่กี่แห่ง 

แต่ในพื้นที่ EEC กลับพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในส่วนที่กำลังก่อสร้างนั้นเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ประเภท Hyperscale ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่พิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาล และสามารถขยายระบบได้อย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อรองรับบริการคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบิ๊กดาต้าของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และใช้ไฟมหาศาลขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์เลยทีเดียว เช่น DayOne CTP1 ในจังหวัดชลบุรี มีขนาด 300 เมกะวัตต์และจะขยายสู่ 1,000 เมกะวัตต์ในอนาคต 

จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ 41 โครงการใน EEC มีความต้องการใช้ไฟดังนี้ 

ฉะเชิงเทรา อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 1 โครงการ รวม 20 เมกะวัตต์ มีแผนจะสร้าง 1 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 1 โครงการ รวม 200 เมกะวัตต์ 

ชลบุรี ดำเนินการแล้ว 6 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 3 โครงการ รวม 26 เมกะวัตต์  อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 12 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 8 โครงการ รวม 932.1 เมกะวัตต์  มีแผนจะสร้าง 5 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 3 โครงการ รวม 278 เมกะวัตต์ 

ระยอง ดำเนินการแล้ว 3 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 1 โครงการ รวม 1.2 เมกะวัตต์  อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 8 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 7 โครงการ รวม 965.6 เมกะวัตต์  มีแผนจะสร้าง 4 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 2 โครงการ รวม 400 เมกะวัตต์ 

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC รวม 41 โครงการ มี 26 โครงการที่สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ รวม 2,822.9 เมกะวัตต์ หรือใช้ไฟเทียบเท่า 2,822 หลังคาเรือน หรือมากกว่าการใช้ไฟของจังหวัดชลบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568 ที่มีการใช้ไฟอยู่ที่ 2,362.13 เมกะวัตต์ หรือสูงเป็นอันดับสามของประเทศจาก 77 จังหวัด 

การใช้ไฟจำนวนมหาศาลของดาต้าเซ็นเตอร์ จะนำมาซึ่งการจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพิ่มสูงขึ้นไปอีก โดยในร่างแผน PDP2026 กล่าวว่าความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้นมาจากความต้องการใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งประเมินไว้ที่ 6,799-8,811 เมกะวัตต์ ในขณะที่ กฟภ.กล่าวว่า จนถึงกันยายน 2569 มีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งประเทศกว่า 100 รายยื่นขอใช้ไฟกว่า 26,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสิ่งนี้จะนำไปสู่การต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซ  

ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากความต้องการใช้ไฟฟ้าของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใน EEC ที่มีความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์สูงถึง 26,045.2 เมกะวัตต์ แต่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าสามารถรองรับได้เพียง 18.7% เท่านั้น  กระทรวงพลังงานจึงได้ปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ วงเงินลงทุน 31,050 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าส่วนที่เหลือของดาต้าเซ็นเตอร์อีก 2,667.6 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยรับได้ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป โดยมีกำหนดแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี 2576 ซึ่งการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าครั้งนี้จะทำให้อัตราค่าไฟฟ้าขายส่งเพิ่มขึ้น 0.0139 บาท/หน่วย  

ในส่วนของการใช้น้ำนั้น ฉะเชิงเทรา อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1 โครงการ รวม 0.35 ล้าน ลบ.ม./ปี มีแผนจะสร้าง 1 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1 โครงการ รวม 3.50 ล้าน ลบ.ม./ปี

ชลบุรี  ดำเนินการแล้ว 6 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 3 โครงการ รวม 0.46 ล้าน ลบ.ม./ปี อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 12 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 8 โครงการ รวม 16.33 ล้าน ลบ.ม./ปี มีแผนจะสร้าง 5 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 3 โครงการ รวม 4.87 ล้าน ลบ.ม./ปี

ระยอง ดำเนินการแล้ว 3 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1 โครงการ รวม 0.02 ล้าน ลบ.ม./ปี อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 8 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 7 โครงการ รวม 16.92 ล้าน ลบ.ม./ปี มีแผนจะสร้าง 4 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 2 โครงการ รวม 7.01 ล้าน ลบ.ม./ปี

จากการคำนวณพบว่า ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC จำนวน 41 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 26 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 49.46 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 225,832 ครัวเรือน 

การที่ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้น้ำปริมาณมากเพราะต้องนำมาใช้ระบายความร้อนให้กับเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมง นำมาซึ่งความกังวลในการแย่งชิงการใช้น้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะใน EEC พื้นที่ที่มีการขาดแคลนน้ำเกิดขึ้นทุกปี จากข้อมูลของกรมชลประทานพบว่า ในปี 2568 ภาคตะวันออกมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ รวม 702 แห่ง ความจุรวม 2,552.40 ล้าน ลบ.ม. และหากเปรียบเทียบอัตราน้ำที่ใช้การได้ต่อความจุของอ่างเก็บน้ำเฉลี่ยรวมทั้งภาค จะพบว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ 50.24% หรือ 1,282.45 ล้าน ลบ.ม. โดยจังหวัดจันทบุรีมีสัดส่วนสูงที่สุด 75.30% ในขณะที่ฉะเชิงเทรามีสัดส่วนต่ำที่สุด เพียง 17.58% ส่วนชลบุรีอยู่ที่ 54.75% และระยองอยู่ที่ 64.74% การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ EEC อาจจะก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ และการแย่งชิงทรัพยากรน้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรีที่มีการขาดแคลนน้ำสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ