กองทัพสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันบน “สองสมรภูมิ” ที่อาจส่งผลต่อบทบาทของสหรัฐ ในฐานะมหาอำนาจทางทหารของโลก สมรภูมิแรกคือความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในอ่าวเปอร์เซีย จากความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่ต้องการลดอิทธิพลของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางคมนาคมทางทะเลสำคัญของโลก
ขณะที่อีกสมรภูมิหนึ่งเกิดขึ้นภายในสหรัฐ จากการปฏิรูปกระทรวงกลาโหมครั้งใหญ่ของนายพีต เฮกเซธ รมว.กลาโหม ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและการเปลี่ยนตัวผู้นำระดับสูงหลายตำแหน่ง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า กองทัพสหรัฐกำลังทำงานเกินขีดความสามารถหรือไม่ และการปรับเปลี่ยนภายในเพนตากอนจะทำให้เครือข่ายพันธมิตรทางทหาร ที่สหรัฐสร้างมานานหลายทศวรรษเปราะบางลงเพียงใด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทั้งยุโรป ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกล้วนเผชิญกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อนายดริสคอลล์ รัฐมนตรีทบวงกองทัพบกสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้บริหารพลเรือนระดับสูงที่กำกับดูแลหน่วยงานกองทัพบก ลาออกจากตำแหน่ง การลาออกครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนตัวบุคลากร เนื่องจากสะท้อนความขัดแย้งภายในเกี่ยวกับทิศทางและความรวดเร็วของการปรับปรุงกองทัพให้ทันต่อสงครามยุคใหม่
รายงานระบุว่า ดริสคอลล์ผลักดันให้กองทัพบกเร่งปรับใช้โดรนในหน่วยรบทั่วไป เพื่อรับมือกับรูปแบบการสู้รบที่เปลี่ยนไป โดยเป็นกรณีศึกษาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โดรนต้นทุนต่ำ ระบบต่อต้านขีปนาวุธ และอาวุธแม่นยำสามารถสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อกองทัพขนาดใหญ่ได้ ดริสคอลล์มองว่า ระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ซับซ้อนและใช้งบประมาณสูงของสหรัฐ อาจทำให้กองทัพปรับตัวไม่ทันต่อภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21
แม้เฮกเซธเคยสนับสนุนแนวคิดปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย แต่มีรายงานว่า เขาเกิดความเห็นต่างกับดริสคอลล์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน ซึ่งต้องการเร่งขยายแผนดังกล่าว ความขัดแย้งนี้ยิ่งถูกจับตา หลังเฮกเซธปลดหรือโยกย้ายผู้นำระดับสูงในกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รวมทั้งนายพล พลเรือเอก และเจ้าหน้าที่พลเรือนระดับสูงอีกหลายคน โดยหลายกรณีไม่มีคำอธิบายอย่างละเอียดต่อสาธารณชน
ฝ่ายวิจารณ์มองว่า การปรับโครงสร้างอย่างรวดเร็ว อาจกระทบต่อความต่อเนื่องในการบังคับบัญชาและการวางแผนระยะยาว การสูญเสียผู้นำที่ขับเคลื่อนแผนปรับปรุงกองทัพ อาจสร้างความไม่แน่นอนและทำให้การดำเนินนโยบายหยุดชะงัก และการเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวนมาก ไม่ต่างอะไรกับการกวาดล้างภายใน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความพร้อมรบของกองทัพ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟู “จิตวิญญาณนักรบ” ของกองทัพสหรัฐ รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ สนับสนุนแนวทางของเฮกเซธ โดยให้เหตุผลว่า กองทัพจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม หลังสหรัฐเผชิญกับสงครามและภารกิจทางทหารที่ไม่ประสบผลสำเร็จมาเป็นเวลานาน พร้อมทั้งย้ำว่า ทรัมป์ยังคงเชื่อมั่นในตัวเฮกเซธและผลงานของกระทรวงกลาโหมยุคนี้
ขณะเดียวกัน ภารกิจในตะวันออกกลางได้ดึงทรัพยากรทางทหารของสหรัฐ จากหลายภูมิภาคเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย อาวุธและยุทโธปกรณ์ที่เคยเก็บไว้ในยุโรป และเอเชียถูกโยกย้ายไปเสริมกำลังในพื้นที่ความขัดแย้ง ส่งผลให้พันธมิตรยุโรปกังวลถึงระดับการคุ้มครองด้านความมั่นคง โดยเฉพาะในบริบทที่รัสเซียเพิ่มการเคลื่อนไหวเชิงกดดัน ต่อชาติสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต)
นอกจากนี้ สหรัฐยังลดกำลังพลในเยอรมนีลง 5,000 นาย จากเดิมประมาณ 40,000 นาย และยกเลิกแผนส่งหน่วยติดตั้งขีปนาวุธโทมาฮอว์กระยะไกลไปประจำการในประเทศ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งต้องการให้ยุโรปแบกรับภาระป้องกันตนเองมากขึ้น และหันไปให้ความสำคัญกับการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
อย่างไรก็ตาม สงครามกับอิหร่านกลับทำให้สหรัฐ ไม่สามารถเพิ่มทรัพยากรในแปซิฟิกได้ตามที่คาดหมาย เรือบรรทุกเครื่องบินหลายลำถูกเบนภารกิจจากภูมิภาคดังกล่าวไปยังอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่คลังอาวุธสำคัญ โดยเฉพาะขีปนาวุธโทมาฮอว์กและจรวดสกัดกั้นแพทริออต ถูกใช้อย่างมากในช่วงต้นของความขัดแย้ง
แม้ทำเนียบขาวยืนยันว่า กองทัพสหรัฐยังคงมีอาวุธและกระสุนเพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ แต่ภาพของกำลังพลที่ต้องประจำการยาวนาน และเรือรบที่ใช้งานต่อเนื่องในอ่าวเปอร์เซีย กลายเป็นสัญลักษณ์ของต้นทุนจากสงครามที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุดชัดเจน
ดังนั้น ความท้าทายของรัฐบาลทรัมป์จึงไม่ได้อยู่เพียงการจัดการอิหร่าน หากยังรวมถึงการปฏิรูปกองทัพโดยไม่ทำลายเสถียรภาพของผู้นำ ความพร้อมรบ และความเชื่อมั่นของพันธมิตรทั่วโลกด้วย.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



