“ปูขาว”ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านราคาและความต้องการของตลาด ขณะที่การเพาะเลี้ยงในระบบธรรมชาติหรือบ่อขนาดเล็กยังต้องเผชิญข้อจำกัด ทั้งอัตราการรอด การกัดกันเองของปู คุณภาพน้ำ และต้นทุนการผลิต กรมประมงจึงเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมการเลี้ยงปูขาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างอาชีพที่มีความมั่นคงให้แก่เกษตรกร

หัวใจสำคัญของแนวทางดังกล่าว คือการปรับระบบการเลี้ยงตั้งแต่ต้นทาง เริ่มจาก การคัดเลือกขนาดลูกปูที่เหมาะสม โดยเทคโนโลยีเดิมนิยมปล่อยลูกปูขาวคละขนาดประมาณ 1–5 เซนติเมตร ทำให้เกิดความแตกต่างด้านขนาดภายในบ่อ และนำไปสู่ปัญหาการกัดกันและการกินกันเอง ส่งผลต่ออัตราการรอดและผลผลิตในท้ายที่สุด

ขณะที่เทคโนโลยีที่ขยายผล ได้ปรับมาใช้ลูกปูจากโรงเพาะฟักของกรมประมง ขนาดประมาณ 5 เซนติเมตร หรือราว 500 ตัวต่อบ่อ ผ่านการควบคุมและตรวจสอบสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค และทำให้ลูกปูมีขนาดใกล้เคียงกัน แข็งแรง ลดการกัดกันและการกินกันเอง

นางบุญลือ ชูคลี่ เกษตรกรที่เลี้ยงปูขาว บอกว่า อีกแนวทาง การเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลร่วมกับปูขาว โดยปล่อยปลาขนาดประมาณ 2 นิ้วร่วมในบ่อ เพื่อช่วยควบคุมแพลงก์ตอน สาหร่าย ตะไคร่น้ำ และอินทรียวัตถุในน้ำ ทำให้ระบบนิเวศภายในบ่อมีความสมดุลมากขึ้น และช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงปู

นอกจากนี้ ยังมีการนำ จุลินทรีย์เข้ามาช่วยจัดการคุณภาพน้ำและดินพื้นบ่อ โดยใช้จุลินทรีย์กลุ่ม Bacillus spp. และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง หรือ Rhodopseudomonas palustris เพื่อช่วยควบคุมคุณภาพน้ำ ลดการสะสมของเสีย และลดความเสี่ยงจากปัญหาคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม

แนวทางการใช้ Bacillus spp. มีการเตรียมจุลินทรีย์ในปริมาณที่เหมาะสมและเติมลงในบ่ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใช้เพื่อช่วยปรับสมดุลในบริเวณที่ได้รับแสง โดยข้อมูลระบุว่า การใช้จุลินทรีย์ทั้ง 2 ชนิดสามารถช่วยลดการเปลี่ยนถ่ายน้ำ หรือบางกรณีไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำตลอดรอบการผลิตประมาณ 3–4 เดือน

ผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจสะท้อนความแตกต่างอย่างชัดเจน ระบบเดิมที่เลี้ยงปูประมาณ 500 ตัวต่อบ่อ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 66 กิโลกรัม ต้นทุน 15,712 บาท และรายได้เฉลี่ย 24,750 บาท คิดเป็นกำไรสุทธิประมาณ 9,038 บาทต่อบ่อ

ขณะที่ระบบเทคโนโลยีที่ขยายผล ซึ่งใช้ลูกปูขนาดใกล้เคียงกันและบริหารจัดการระบบน้ำร่วมกับจุลินทรีย์ ให้ผลผลิตเพิ่มเป็น 126 กิโลกรัมต่อบ่อ ต้นทุน 23,366 บาท และรายได้ 47,499 บาท คิดเป็นกำไรสุทธิประมาณ 24,133 บาทต่อบ่อ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “นวัตกรรม” ไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีราคาแพงเสมอไป หากแต่เป็นการนำองค์ความรู้มาจัดระบบการเลี้ยงอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ การควบคุมขนาด การจัดการอาหาร คุณภาพน้ำ และสิ่งมีชีวิตร่วมในบ่อ เมื่อทุกองค์ประกอบทำงานสอดคล้องกัน ย่อมช่วยลดความสูญเสีย เพิ่มอัตรารอด เพิ่มผลผลิต และที่สำคัญคือ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

นี่จึงเป็นอีกบทพิสูจน์ว่า การยกระดับประมงไทยให้แข่งขันได้ ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินหน้าด้วย องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการจัดการที่แม่นยำ เพื่อให้การเลี้ยงปูขาวก้าวสู่ระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น.