บทเรียนชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร “ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล” เปิดใจผ่าน WOODY TALK ชีวิตวัยเด็กสุดลำบาก บ้านล้มละลาย เดินขายแหนม 10 กิโลฯ เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก จนหล่อหลอมเป็นพลังสู้ไม่ถอยใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้ พร้อมเบื้องหลังความผูกพัน 5 ปีกับ “ต้าห์อู๋” ที่ต่างขั้วแต่เติมเต็ม

ออฟโรด เผยว่า “ชีวิตที่ผ่านมา เรียนรู้และเติบโตเยอะมาก คือผมไม่ใช่เป็นคนที่มาสายวงการตั้งแต่แรก ค่อนข้าง Introvert มาก ๆ แล้วก็จบ Finance เรียนแบบวิชาการมาตลอด ไม่เคยรู้เรื่องการร้องและเต้น แต่ตอนนี้ต้องมาอยู่ในเส้นทางการทำงานในวงการ ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ เริ่มเรียนใหม่ เรียนรู้ชีวิตใหม่หมดเลย ก็ค่อนข้างที่ทรหดอดทนเหมือนกันครับ ผมเป็น Introvert ผมชอบเรื่องของ Compound Interest ถึงเลือกเรียนไฟแนนซ์ เพราะว่าชีวิตของคน ๆ หนึ่งสามารถเปลี่ยนได้ด้วย Compound Interest เราอยากมั่งคั่งอยากรวยบ้าง อยากรู้ว่าต้องทำยังไงถึงไปสู่เส้นทางนั้นได้”

“การท้าทายตัวเองของผม เริ่มจากเชื่อ Mindset ที่ดีจะทำชีวิตให้ดีขึ้น การที่จะ Beyond ขึ้นกว่าตัวเองในอดีต ต้องกล้าที่จะทำ ก้าวผ่านความกลัว ผมกลัวมาก เพราะเป็น Perfectionist มาก ๆ การที่จะไปทำอะไรที่ไม่ได้เก่งต่อหน้าคนเยอะ ๆ ผมไม่อยากทำรู้สึกเขินอาย แต่วันใดที่ต้องสู้ เราไม่มีทางเลือกมากก็จะทำให้กล้าที่จะลองทำ ลองสู้กับมัน พออยู่ได้รางวัลของสิ่งนั้นคุ้มค่ามากจริง ๆ หมายถึงการทำธุรกิจสักอย่างก็เสี่ยงมาก หรือการที่จะทำอะไรที่รู้สึกว่าตัวเองไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน แต่ทำแล้วสำเร็จ จะรู้สึกดีใจมากและ Fulfill ครับ จุดเปลี่ยนที่ทำให้กล้า Step คือคนรอบข้าง บางสิ่งบางอย่างกลัวมาก ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ด้วยซ้ำ แต่คนอื่นเชื่อมั่นตัวผมในวันที่ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเอง สิ่งนี้ Lead ให้คนอื่นยังเชื่อมั่นในตัวเรา ทำไมเราถึงจะไม่เชื่อมั่น เราทำได้ เราทำได้ สิ่งนี้เหมือนหลอมให้ทำแล้วทำได้จริง ๆ คือ Mindset การที่ Manifest ตัวเอง ฉันทำได้ ฉันทำได้ แต่ Manifest ไม่ได้แค่คิด แต่ต้องทำด้วยอาศัยการฝึกฝน เพราะทุกครั้งในอดีตที่ขึ้นเวทีก็ต้องมีความกลัว มีคำถามสิ่งนี้ตลอดการทำงานใน 5 ปีที่ผ่านมา ตัวผมค่อนข้างโดนเปรียบเทียบเยอะ เพราะว่าคู่ Partner ของผมค่อนข้างที่จะเก่งมาก ๆ ในด้านนี้ แล้วผมอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็น Comment หรือว่าอะไร เราจะรู้ตัวเองอยู่กับความเป็นจริง แต่สิ่งนั้นบางอย่างก็ทำให้รู้สึกแย่ แต่ทำให้เปลี่ยนโฟกัสตัวเองใหม่ ทำไมต้องไปเทียบกับคนอื่น ไปเทียบกับเขาทำไม ทำไมไม่เทียบกับตัวเองในอดีตว่าที่ผ่านมาเก่งขึ้นไหม เราพัฒนาอยู่ ผมเชื่อว่าถ้าทำไปทุกวัน คนเราจะสามารถเก่งขึ้นได้”

“ที่บอกว่าต้องอยู่กับความเป็นจริง คือผม โดน Comment ว่าร้องเพลงก็ไม่ดีหรือเต้นก็ไม่ได้ จะโดนเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ ในวงการ ก็จะรู้สึกแย่ แต่สิ่งนี้ผมเปลี่ยนมุมมองใหม่เป็นคนที่เรียนรู้อยู่ตลอด แล้วไม่ได้เป็นคนน้ำเต็มแก้ว ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งถ้ายังทำแบบนี้ต่อไป ในอนาคตก็จะเก่งขึ้นได้เหมือนกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเร่งแล้วกดดันตัวเอง ผมการที่เร่งมากเกินไปก็เหมือน HYROX ที่ไปแข่งมา ถ้าเร่งมากก็คือ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาทีแข่งครั้งแรกกับพี่ต้าห์อู๋ เพราะต้องซ้อมต่อเนื่อง ผมเป็นคนชอบออกกำลังกายมาก ๆ ในอาทิตย์หนึ่ง อย่างน้อยออกได้สัก 3 วันเป็นอย่างต่ำ ใน Routine ของผม รู้สึกไม่ได้ยากมาก แต่แค่สิ่งที่เพิ่มไปก่อนที่จะไปแข่งจริง ๆ ก็คือการวิ่ง การเพิ่ม VO2 Max ให้ตัวเอง ประมาณ 58 ซึ่งค่อนข้างที่จะเยอะมาก ๆ ก็ไปดูค่าเฉลี่ยว่าอยู่เหนือคนทั่วไปประมาณหนึ่ง เพราะว่าผมเป็นคนชอบเตะบอล ชอบออกกำลังกายที่แบบใช้ Cardio อยู่แล้ว เวลาผมเทรนก็จะเป็น High-Intensity Interval Training เป็น Circuit แบบ Functional ซึ่งค่อนข้างที่จะเหนื่อยอยู่แล้วครับเรื่องของความสามารถในการร้อง การเต้น เป็นสิ่งที่โดนมาตลอด มีโดนพูดว่าเป็นตัว Nerf ความสามารถของคู่ผม คำนี้เป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยบอกว่าคุณต้องด้อยความสามารถตัวเองเพื่อเท่าผม ไม่เคยพูดคำนี้ ผมมีแต่เอาตัวเอง Push ให้เท่าเขา หมายถึงว่า ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนเขา แต่เก่งในแบบของตัวเอง สิ่งที่ยากถามกับตัวเองว่ากลัวไหม ผมกลัว แต่อยากทำให้ได้เหมือนกันครับ”

ออฟโรด เล่าต่อว่า “ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาคุณมีวิธีจัดการกับปัญหาตรงนั้นได้ อย่างแรกคุยกับ Partner เยอะมาก ไม่อยากให้มีสิ่งนี้ ซึ่งก็จะคอยเช็คกันตลอดว่าโอเคเรามีสิ่งนี้อยู่ในหัวไหมหรือมีการเปรียบเทียบ เพราะถ้าอยู่กับสิ่งนี้จะไม่มีความสุข พอได้เคลียร์สิ่งนี้ออกไปเท่ากับว่าเข้าใจและเห็นภาพตรงกันว่าโอเคไม่มีสิ่งนี้ ทำให้ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้ แต่สิ่งที่ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้มาตลอด รับรู้รับทราบมา 5 ปีในวงการบันเทิงที่ผ่านมา การเปรียบเทียบมีให้เห็นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบคือการที่ด้อยคุณค่าของอีกคน ในมุมของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่ 2 คน รับสิ่งนี้ไม่ได้ ผมก็เลยออกมาแชร์สิ่งนี้ว่าไม่เคยให้คนอื่นด้อยความสามารถตัวเองเพื่อผมแต่ละคนมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน เขาพูดกับผมว่าในวันนี้สิ่งที่ออฟโรดไม่มี ในขณะเดียวกันออฟโรดก็มีสิ่งที่เขาไม่มีเหมือนกัน เพราะสิ่งตรงนี้ไม่จำเป็นที่ความสามารถอย่างเดียว แต่องค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง สุดท้ายแล้วเสน่ห์ของคู่ที่เราอยู่ด้วยกันมาคืออะไร แล้วทำสิ่งนั้นมีความสุขไหม จะไม่ยัดเยียดสิ่งนั้นเข้าไป อย่างเช่นคุณต้องเป็นแบบนี้ ต้องเป็นตัวออฟโรด เป็นตัวต้าห์อู๋ แต่อยู่ตรงกันแล้วคือคู่ที่โอเคมีความสุขในการ Perform แค่นั้นครับ เยอะมากครับ เหมือนตอนแรก ๆ พี่ต้าห์อู๋เขาไม่ลงทุน ผมยัดสิ่งนี้ไปให้พี่ต้าห์อู๋ เรื่องการลงทุน จนทุกวันนี้ที่เขาเริ่มลงทุนผมก็ Happy ลงทุนได้ประสบความสำเร็จ นี่คือการซึมซับ เหมือนตัวเองเมื่อก่อนจะเป็นคนที่ Serious แล้วเครียดมากมองเป้าหมายอนาคตแล้วต้องมุ่งและพุ่งอย่างเดียว แต่เขาจะเป็นคนที่บอกว่า ระหว่างทางแวะมีความสุขได้ สมมุติจะเก็บเงินล้าน ไม่ต้องอดทุกอย่าง แวะซื้อน้ำอร่อยให้รางวัลตัวเองหน่อย รู้สึกว่าค่อนข้างเติมเต็มซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา”

” สิ่งที่พี่ต้าห์อู๋ต้องการคือ กอด เขาเป็นคนที่ติด Skinship มาก วันไหนที่เขารู้สึกว่าเจอเรื่องแย่ ๆ มา แค่ไปกอดก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าเราอยู่ข้าง ๆ เขาในวันที่เขารู้สึกโดดเดี่ยว ในทางกลับกัน การฮีลของเขาคือการปกป้อง การที่รู้สึกว่าโอเคเขาอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกัน หรือวันที่รู้สึกโดนคนอื่นมองไม่ดี มีสัมภาษณ์ว่า “ลองมาเต้น ลองมาร้องเพลงกับผมดู ก่อนที่จะไปดูถูกคนอื่น ออฟโรดทำได้นะ” คำที่ออกมาปกป้อง หรือแม้กระทั่งชมเพื่อน ชมความสามารถ แต่เขาจะคอยอยู่ข้าง ๆ รู้สึกว่าโอเค อย่ามาทำร้ายคนนี้ คือวิธี Healing ที่ผมรับรู้ได้แล้วก็รู้สึกขอบคุณเขามาตลอดครับ”