วัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา กลายเป็นวัดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงนี้ เมื่อ ‘สมีโชติ’ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ สร้างพฤติกรรมสุดเสื่อมเสีย ทั้งยักยอกเงินวัด เสพเมถุนสีกาจนต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระในทางธรรมไปแล้ว ทั้งยังถูกดำเนินคดีทางโลกอีกเพียบ แต่เรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล เพราะวัดพุทไธศวรรย์ ยังคงถือว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญอีกวัดหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย ทั้งยังคงความศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเวลากว่า 670 ปีแล้ว
โดยวัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งมีฐานะเป็นพระอารามหลวง ซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว 3 ปี โดยเลือกภูมิสถานบริเวณที่เรียกกันว่า ตำบลเวียงเหล็ก เรื่องราวของการสร้างวัดนี้ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า “ศักราช 715 ปีมะเส็ง เบญจศก (พ.ศ. 1896) วันพฤหัสบดี เดือน 4 ขึ้น 1 ค่ำ เพลา 2 นาฬิกา 5 บาท ทรงพระกรุณาตรัสว่า ที่พระตำหนักเวียงเหล็กนั้นให้สถาปนาพระวิหารและพระมหาธาตุเป็นอารามแล้ว ให้นามชื่อ วัดพุทไธศวรรย์” (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา, 2507, หน้า 3)
พระตำหนักเวียงเหล็ก ที่กล่าวไว้ในพงศาวดารนี้ คือ บริเวณที่ประทับเดิมของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ก่อนที่จะยกข้ามแม่น้ำไปสร้างพระราชวังที่ ตำบลหนองโสน หรือที่เรียกว่า “บึงพระราม” ในปัจจุบัน และสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีใน พ.ศ.1893 ครั้นเมื่อพระองค์ครองราชย์สมบัติได้ 3 ปี ใน พ.ศ. 1896 จึงได้สถาปนาพระอารามขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการสร้างชาติของพระองค์ ด้วยความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น

ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ วัดพุทไธศวรรย์ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งทัพของพม่า ในคราวที่ยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา เพื่อรบกับกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากวัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ เมื่อครั้งที่พระเจ้าบุเรงนอง แห่งกรุงหงสาวดี ทรงส่งพระราชสาส์นมาขอม้าและช้างเผือกจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แต่ถูกปฏิเสธ พระเจ้าบุเรงนองจึงยกทัพเข้ามาและกวาดต้อนเอากำลังทางหัวเมืองของไทยมาสมทบด้วย เมื่อยกทัพมาถึงกรุงศรีอยุธยา
ในรัชกาลสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (ขุนหลวงสรศักดิ์ หรือ สมเด็จพระเจ้าเสือ) ราว พ.ศ. 2243 สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพ และสมเด็จกรมหลวงโยธาทิพ สมเด็จพระอัครมเหสีฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวา ในสมเด็จพระเพทราชา ได้ทูลลาสมเด็จพระเจ้าเสือ ออกจากพระราชวัง พร้อมด้วยเจ้าตรัสน้อยราชบุตร (พระราชโอรสของสมเด็จพระเพทราชา) ไปตั้งนิวาสสถานอยู่ใกล้วัดพุทไธศวรรย์ ครั้งเมื่อปีมะโรง โทศก เจ้าตรัสน้อยพระชนม์ครบ 13 พรรษา เจ้ากรมหลวงโยธาเทพพระราชมารดานั้น ก็ได้กระทำมหามงคลพิธีโสกันต์พระราชบุตร ครั้นโสกันต์แล้วจึงให้ไปทรงผนวชเป็นสามเณร อยู่ในสำนักพระพุทธโฆษาจารย์ราชาคณะ เพื่อทรงเรียนพระปริยัติไตรปิฎกธรรม และคัมภีร์เลขยันต์มนตร์คาถาสรรพวิทยาคุณต่างๆ จนกระทั่งพระชนม์ได้ 18 พรรษา จึงลาผนวช ออกเที่ยวเรียนศิลปศาสตร์ แขนงต่างๆ จนพระชนม์ครบอุปสมบทก็ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ
ในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย ได้มีเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดารระบุว่า บริเวณวัดพุทไธศวรรย์นั้น ได้ใช้เป็นสถานที่ประกอบการเมรุที่สำคัญถึง 2 ครั้ง ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพ ได้ทิวงคตลง ณ ตำหนักริมวัดพุทไธศวรรย์ พระองค์ได้ทรงโปรดให้ทำการเมรุ ณ วัดพุทไธศวรรย์
วัดพุทไธศวรรย์มีความสำคัญมากขึ้นใน พ.ศ. 2293 เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้นำคณะทูตชาวสิงหลไปนมัสการและประกอบศาสนกิจที่วัดพุทไธศวรรย์ โดยการเข้ามาของคณะทูตชาวสิงหลในครั้งนี้ ปรากฏข้อความในราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า
“ลุศักราช 1115 ปีระกา เบญจศก ฝ่ายพระเจ้ากิตติศิริราชสีห์ ได้เสวยสมบัติในเมืองสังขัณฑนคร เป็นอิสราธิบดีในลังกาทวีป ครั้งนั้น พระพุทธศาสนาในเกาะลังกาหาพระภิกษุสงฆ์ไม่ได้ จึงแต่งให้ศิริวัฒนอำมาตย์เป็นราชฑูต กับอุปฑูต ตรีฑูต จำทูลพระราชสาส์นคุมเครื่องมงคลราชบรรณาการ มีพระบรมสารีริกธาตุเป็นอาทิ มากับกำปั่นโอลันขาพานิชวิลันดาเข้ามาจำเริญทางพระราชไมตรี ณ กรุงเทพมหานคร จะขอพระภิกษุสงฆ์ออกไปให้อุปสมบทบวช กุลบุตรสืบพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป ทรงพระกรุณาดำรัสสั่งให้จัดแจงรับฑูตานุฑูตลังกาตามธรรมเนียม…แล้วโปรดให้ อาราธนา พระอุบาลี พระอริยมุนี พระราชาคณะสองพระองค์กับพระสงฆ์อันดับสิบสองรูป ออกไปตั้งพระพุทธศาสนาบวชกุลบุตรไว้ในลังกาทวีป…” (กรมศิลปากร, 2506, หน้า 235)
ในหนังสือ “เรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป” ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่คณะราชทูตลังกาได้เข้ามาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศนี้ โดยได้ระบุว่าในจดหมายเหตุราชทูตลังกาซึ่งเข้ามาในช่วงนั้น ได้มีการเขียนบันทึกพรรณนาถึงสภาพของวัดพุทไธศวรรย์ไว้อย่างละเอียด ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสิ่งก่อสร้างภายในวัดพุทไธศวรรย์ ในช่วงอยุธยาตอนปลาย

หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานทางด้านเอกสารใดกล่าวถึงวัดพุทไธศวรรย์อีก จนกระทั่งถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเทพพลภักดิ์ ซึ่งบัญชาการกรมพระคชบาล เสด็จออกไปชมเพนียด ทรงพบว่าที่ด้านมุขของปรางค์ประธานวัดพุทไธศวรรย์นั้น มีพระรูปพระเจ้าอู่ทองตั้งอยู่ ต่อมาจึงเข้ากราบทูลมายังสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระองค์จึงโปรดให้อัญเชิญเทวรูปนั้นลงมากรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2327 แล้วโปรดให้หล่อดัดแปลงใหม่เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง หุ้มเงินทั้งองค์ และโปรดให้ประดิษฐานไว้ ณ หอพระเทพบิดรภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปัจจุบัน ส่วนรูปที่เรียกกันว่า “พระเจ้าอู่ทอง” ในปัจจุบันนี้ เป็นของหล่อขึ้นใหม่แทนของเดิม ทำเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย ประทับยืนอยู่ภายในซุ้มจระนำบริเวณผนังด้านทิศเหนือของมุขด้านทิศตะวันออก
ในรัชกาลสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดในกรุงศรีอยุธยาวัดหนึ่งที่พระองค์ทรงเสด็จมาพระราชทานพระกฐินโดยกระบวนพระยุหยาตราทางชลมารค เมื่อครั้งเสด็จพระราชทานพระกฐิน ณ เมืองปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา และในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ปรากฏหลักฐานว่าชาวพระนครศรีอยุธยาได้ช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์ยอดพระปรางค์ประธานของวัดขึ้น ในราว พ.ศ. 2441
สำหรับสถานที่สำคัญภายในวัดพุทไธศวรรย์ ประกอบด้วย
1.พระมหาธาตุ (ปรางค์ประธาน) องค์พระปรางค์ซึ่งเป็นประธานของวัด ตั้งหันหน้าไปสู่ทิศตะวันออก อยู่บนฐานไพทีที่รองรับไปถึงมณฑปที่อยู่ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้อีก 2 หลัง ลักษณะโดยทั่วไปขององค์พระปรางค์ได้รับอิทธิพลรูปแบบของสถาปัตยกรรมมาจากปราสาทขอม ซึ่งเปรียบประดุจเขาพระสุเมรุ หรือเขาไกรลาสที่ประทับของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ในการสร้างปราสาทตามคติเดิมของขอม ได้จำลองตัวอาคารหรือเรือนธาตุซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไปตามลำดับ ซึ่งก็คือ วิมานของเทพเจ้า และมีเทพผู้รักษาทิศอยู่ครบทุกด้าน ประจำอยู่ตามทิศต่างๆ พระมหาธาตุ หรือพระปรางค์ประธานองค์นี้ จะมีห้องพระครรภธาตุ ภายในมีพระเจดีย์ทรงปราสาทยอดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีประวัติว่าได้เริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นและมีอายุยืนยาวมาตลอดระยะเวลา 417 ปี ของความเป็นราชธานีกรุงศรีอยุธยา วัดพุทไธศวรรย์จึงจัดเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งมาตั้งแต่ปฐมกษัตริย์อยุธยา
2. พระระเบียง โดยรอบองค์พระมหาธาตุมีพระระเบียงล้อมรอบผนัง ด้านนอกทึบ ด้านในมีเสารับเครื่องบนหลังคาและชายคาเป็นระยะๆ ที่ริมผนังด้านทึบมีพระพุทธรูปนั่งเรียงอยู่โดยรอบ ส่วนบนผนังระเบียงมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีภาพจิตรกรรมบนฝาผนังรูปเรือนแก้วส่วนที่เป็นรัศมีด้านหลังพระพุทธรูปที่นั่งเรียงอยู่ในพระระเบียง ลักษณะของภาพจิตกรรมเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 5
3. พระอุโบสถ อยู่ทางด้านตะวันตกของปรางค์ประธาน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ฐานค่อนข้างตรงไม่แอ่นท้องสำเภาเหมือนอาคารในสมัยอยุธยาตอนปลาย ภายในมีพระพุทธรูปสามองค์ขนาดใหญ่ที่บนฐานชุกชี ได้รับการปฏิสังขรณ์ลงรักปิดทองใหม่ อายุเก่าไปถึงสมัยอยุธยาตอนกลางราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 ขณะที่โดยรอบพระอุโบสถทั้ง 8 ทิศ มีใบเสมาหินชนวนขนาดใหญ่ จำนวน 8 คู่ 16 ใบ ลักษณะใบเสมามีรูปสามเหลี่ยมที่คอกับท้องเสมากับรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ที่ฐานเสมาเป็นบัวตื้นๆ สันเสมาหนาและคม ใบเสมาลักษณะเช่นเดียวกันนี้ ได้พบที่วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดพระศรีสรรเพชญ ซึ่งเป็นแบบที่นิยมทำในสมัยอยุธยาตอนต้น
4. วิหารพระพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ในเขตพุทธาวาส ลักษณะของพระวิหารมีลักษณะแอ่นท้องสำเภาเล็กน้อย องค์พระพุทธไสยาสน์หันพระเศียรไปทางทิศตะวันตกตรงกับช่องประตูทางเข้า กำหนดอายุของพระพุทธไสยาสน์และพระวิหารหลังนี้ อยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 22-23
5. ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขตพุทธาวาส เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงไทย 2 ชั้น ลักษณะอาคารเป็นทรงเรือสำเภา ภายในอาคารมีภาพจิตกรรมฝาผนังโดยรอบ ทางด้านทิศเหนือหรือผนังด้านตัด เขียนเรื่องไตรภูมิ โดยตอนบนสุดของผนังเขียนเป็นวิมานที่เรียงรายอยู่เป็นแถว ตลอดแนวผนังชั้นกลางเขียนเป็นเขาพระสุเมรุและเขาสัตตบรรพต แม่น้ำนทีสีทันดร ทางด้านทิศตะวันตกเป็นภาพป่าหิมพานต์ และการกำเนิดของแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ 4 สาย ที่ไหลออกมาจากปาก ช้าง ม้า วัว และสิงห์ ตอนล่างของภาพแสดงขุมนรกต่างๆ ทางด้านทิศตะวันออกเป็นรูปพระเวสสันดร ผนังทางด้านทิศตะวันตก เริ่มต้นทศชาติ เรื่องพระเตมีย์ชาดก จากทางมุมด้านทิศเหนือเรียงลำดับไปจนสุดผนังทางด้านทิศใต้ ผนังทางด้านทิศใต้ เขียนภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งเหนือบัลลังก์ภายในซุ้มเรือนแก้ว มีมารซึ่งเป็นคนต่างชาติกำลังเข้ามาผจญ ผนังทางด้านทิศตะวันออก เป็นภาพพระพุทธโฆษาจารย์ เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทที่ลังกา ทั้งหมดเขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย รัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งมีอายุอยู่ในระหว่างปี พ.ศ. 2275-2310
6. พระอนุสาวรีย์กษัตริย์ 3 พระองค์ จัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2533 โดยพระภัทรกิจโสภณ (หลวงพ่อหวล) เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ในขณะนั้น เพื่อเป็นสถานที่ให้คนรุ่นหลัง กราบไหว้ สักการบูชา รำลึกถึงพระคุณของพระปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้สร้างวัดพุทไธศวรรย์ (พระเจ้าอู่ทอง), พระมหากษัตริย์ผู้กู้ชาติ (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช) และพระอนุชา (สมเด็จพระเอกาทศรถ)
ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดพุทไธศวรรย์เป็นโบราณสถาน โดยได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม



