บทเรียนในอดีตที่ตามหลอกหลอนคนการเมือง อย่างมหากาพย์ “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน” ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในมือของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งกว่าประชาชนและสื่อมวลชนจะใช้สิทธิเรียกร้องให้องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลและผลการสอบสวนได้ ก็ต้องใช้เวลานานหลายปี การเข้าถึงข้อเท็จจริงที่ยากลำบากเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำความคลางแคลงใจต่อระบบการตรวจสอบในประเทศไทย
มาถึงยุคปัจจุบัน เรายังคงเห็นคดีทุจริตระดับมโหฬารที่ถูกตีกระพือขึ้นมาจนน่ากลัวว่าจะกลายเป็นการล่มสลายของระบบ ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นการโกงข้อสอบคัดเลือกท้องถิ่น ไปจนถึงคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่การลักไก่ทุจริตธรรมดา แต่เป็นการทำลายรากฐานการปกครองและบั่นทอนสิทธิความยุติธรรมของประชาชนอย่างร้ายแรง
แม้วันนี้เราจะเห็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ออกมานั่งโต๊ะแถลงข่าวด้วยตัวเองเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการสอบสวนเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ทว่าในความเป็นจริงยังคงมีเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ที่ค้างคาในใจของสังคม
เพราะเมื่อกรรมาธิการของฝ่ายค้านพยายามใช้อำนาจตรวจสอบ พยายามเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง สิ่งที่ได้รับกลับเป็นความไม่ร่วมมือ การอ้างข้อกฎหมายเพื่อบ่ายเบี่ยง และความพยายามปกปิดข้อมูล ทำให้การตรวจสอบไปไม่ถึงต้นตอ ส่งผลให้คำแถลงปาวๆ ของฝ่ายบริหารกลายเป็นเพียงการ “แต่งหล่อ” แต่ไร้ความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชน
ทางออกไม่ใช่การแก้ตัว แต่คือ “ความโปร่งใส” หากรัฐบาลมีความจริงใจในการสกัดกั้นการทุจริตจริง ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ ซึ่งมีต้นแบบเกิดขึ้นแล้วในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามคำสั่งเปิดเผยข้อมูลกรุงเทพมหานครเพื่อการเข้าถึงโดยระบบดิจิทัล ต่อสาธารณะเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา โดยยึดหลัก “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” (Open by Default)
ซึ่งเป็นการเปิดเผยแบบอัตโนมัติ หากหน่วยงานใดต้องการปกปิดข้อมูล หน่วยงานนั้นจะต้องเป็นฝ่ายชี้แจงเหตุผลตามกฎหมายให้ได้ว่ามีความจำเป็นและได้สัดส่วนกับประโยชน์สาธารณะอย่างไร ทั้งระบบจัดซื้อจักจ้างต่างๆ ที่ครอบคลุมมทุกหน่วยงาน ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือจัดทำข้อมูลให้รองรับระบบดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เช่นกัน
ดังนั้น จะเห็นว่า การเปิดข้อมูลการดำเนินงานและการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. คือปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเปิดเผยข้อมูลคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการป้องกันการโกง หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่น และแต่งตัวให้รัฐบาลดูสะอาด ไร้ข้อครหาในสายตาประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องกล้าใช้โมเดลนี้มาเป็นต้นแบบ ประกาศสั่งการให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ ยกเลิกวัฒนธรรมการปกปิด แล้วเปิดประตูให้ประชาชนร่วมเป็น “กล้องวงจรปิด” ตรวจสอบการทำงานของรัฐได้อย่างเต็มที่
แต่ถ้าหาก ตราบใดที่รัฐบาลยังคงเลือกที่จะปกปิดข้อมูล และปล่อยให้การตรวจสอบหยุดอยู่แค่ในห้องแอร์ บทบาทการปราบโกงที่พยายามนำเสนอก็เป็นได้แค่ “ละครฉากหนึ่ง” ที่ไม่อาจซ่อนความจริงจากสายตาประชาชนได้อีกต่อไป!



