เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมราชทัณฑ์ ได้จัดโครงการสื่อมวลชนสัญจร (Press Tour) Beyond the walls เปิดมุมมองการทำงานภายใต้แนวคิด “ก้าวข้ามกำแพงสู่โอกาสใหม่” ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เมื่อวันที่ 11 ก.ย.69 โดยเน้นพัฒนาผู้ต้องขังควบคู่การควบคุม เพื่อคืนคนสู่สังคมและลดการกระทำผิดซ้ำ พร้อมเตรียมปรับหลักเกณฑ์การได้รับประโยชน์ของผู้ต้องขัง โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ คดีร้ายแรงและคดีโทษสูง กำหนดระยะเวลารับโทษขั้นต่ำ หรือระยะเวลาความปลอดภัยของสังคม ก่อนเข้าสู่กระบวนการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสังคม หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูอดีตผู้ต้องขังรายสำคัญอย่าง “นายฑนา เกิดทอง” หรือป๋อง ผู้ต้องขังในคดีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ กำหนดโทษจำคุก 7 ปี 7 เดือน 25 วัน แต่เมื่อพ้นโทษออกมาได้ 2 เดือน (วันที่ 5 มิ.ย.69) กลับก่อเหตุอาชญากรรมอุ้มฆ่าอำพรางเหยื่อต่อเนื่อง 5 ศพ ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี คือ 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และพ่อแม่ลูกชาวไทย 3 ราย จนสังคมตั้งคำถามว่ากระบวนการระหว่างที่นายฑนา อยู่ภายในเรือนจำพิเศษพัทยานั้น ได้มีการควบคุม บริหารโทษ พัฒนาพฤตินิสัย แก้ไข บำบัด ฟื้นฟู อย่างไร เหตุใดผู้ต้องขังจึงกลับมาก่อเหตุอุกฉกรรจ์ซ้ำ

ขณะเดียวกันวันที่ 14 ส.ค. 69 กรมราชทัณฑ์ยิ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้น จากกรณีปล่อยตัวอดีตผู้ต้องขัง เรียกได้ว่าเป็นราชาคดียาเสพติดอย่างกรณีของ “นายเล่าต๋า แสนลี่” ซึ่งได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษจากเรือนจำกลางบางขวาง เนื่องด้วยเป็นผู้ต้องขังที่มีคุณสมบัติได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัวไป ทั้งที่ศาลได้มีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต แต่กลับรับโทษจำคุกจริงเพียงแค่ 9 ปี ทำให้กรมราชทัณฑ์ต้องออกแถลงการณ์ชี้แจงว่านายเล่าต๋า ขณะรับโทษจำคุกภายในเรือนจำฯ ได้ประพฤติตัวดีมาโดยตลอด ไม่กระทำผิดวินัยผู้ต้องขัง จึงได้เลื่อนชั้นเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมในปี 2565 และในห้วงเวลาที่ผ่านมา ยังได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ 6 ครั้ง เริ่มต้นจากจำคุกตลอดชีวิต เป็นโทษจำคุก 50 ปี และได้ลดโทษลงตามสัดส่วนตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในแต่ละครั้ง ประกอบกับเป็นผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปี (กลุ่มผู้ต้องขังสูงวัย) จึงได้รับการลดโทษลงอีกตามสัดส่วนของอัตราโทษ รวมต้องโทษจำคุกจริง 9 ปี 10 เดือน 8 วัน จึงเข้าสู่กระบวนการปล่อยตัวตามกฎหมาย

อย่างไรก็ดี กรมราชทัณฑ์ได้ออกมาน้อมรับเสียงวิจารณ์และความกังวลของสังคม จึงขอเดินหน้าทบทวนแก้ไขหลักเกณฑ์ กฎระเบียบ และข้อกฎหมายการบริหารโทษ โดยเฉพาะกรณีของผู้ต้องขังโทษประหารชีวิต โทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีที่มีผลกระทบและสร้างความสะเทือนขวัญต่อสังคม ผ่านการแก้ไขร่างกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 โดยจะเพิ่มระยะเวลาการรับโทษขั้นต่ำ ซึ่งจะเป็นระยะเวลาความปลอดภัยของสังคม เพื่อให้นักโทษเด็ดขาดในคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงหรือคดีโทษสูง ต้องได้รับโทษขั้นต่ำราว 20-25 ปี ก่อนได้รับการปรับเลื่อนชั้นนักโทษ เพื่อไม่ให้เป็นการลดวันต้องโทษมากเกินไป จนได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษเร็วกว่ากำหนด นั้น

โดย นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ กล่าวย้ำว่า ในกรณีของนายฑนา ที่เมื่อพ้นโทษเก่าออกไปแล้วก็กลับไปกระทำความผิดอุกฉกรรจ์ ซึ่งสังคมตั้งคำถามว่าปัญหาอาจอยู่ในเรื่องของการประเมินความเสี่ยงของราชทัณฑ์ ระหว่างที่ผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำหรือไม่ เพราะบางครั้ง ผู้ต้องขังก็มีลักษณะ ”อยู่เป็น“ จึงทำให้มีการประเมินความเสี่ยงต่ำ แต่เมื่อพ้นโทษออกไปก็กลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก โฆษกกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่า ตามหลักการแล้วเรามีกฎหมายหนึ่งฉบับที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือ กฎหมาย JSOC โดยกรณีของนายป๋อง การต้องโทษครั้งแรก ไม่ใช่คดีในกฎหมาย JSOC ซึ่งนายป๋อง มีโทษเพียง 6 ปี และได้รับโทษเต็มครบกำหนด

ซึ่งก่อนจะมีการปล่อยตัวพ้นโทษ ทางเรือนจำฯ ก็ได้มีการประเมินตามกฎหมายของ JSOC เพื่อกำหนดมาตรการดูแลหลังพ้นโทษ โดยราชทัณฑ์มีข้อเสนอต่อศาลสำหรับกรณีของนายป๋อง คือ การป้องกันไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน และเมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ว่าจะใช้มาตรการใด ซึ่งศาลเป็นผู้กำหนดมาตรการตามสัดส่วนว่าควรจะจำกัดหรือติดตามนายป๋องเป็นระยะเวลาเท่าใด เพราะในทางกลับกัน หากศาลกำหนดระยะเวลาควบคุมนานเกินไป การจะไปประกอบอาชีพใด ๆ ก็อาจกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ได้ ทำให้ในตอนนั้น ศาลได้มีการประเมินและพิจารณากำหนดมาตรการต่อนายป๋องดังกล่าว (ให้รายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดชลบุรี เป็นระยะเวลา 2 ปี และไม่ได้มีคำสั่งให้ติดกำไล EM ปรากฏว่านายฑนาเข้ารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเพียงครั้งเดียว ก่อนไปก่อเหตุอุกฉกรรจ์ 5 ศพ) ซึ่งเราก็ต้องยอมรับว่าในกระบวนการดูแลผู้ต้องขัง มันก็มีทั้งผู้ต้องขังที่แก้ไขได้ และก็แก้ไขไม่ได้จริง ๆ

ส่วนแนวคิดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการพิจารณาการลดวันต้องโทษหรือการอภัยโทษ โฆษกกรมราชทัณฑ์ มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการตรวจสอบและถ่วงดุลกันในระบบ พร้อมยกตัวอย่างกฎหมาย JSOC ที่มีการกลั่นกรองหลายชั้น ตั้งแต่คณะกรรมการระดับชั้นเรือนจำ ไปจนถึงคณะกรรมการตามมาตรา 16 อัยการ และศาล ก่อนกำหนดมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ ขณะที่กรณี “เล่าต๋า” หรือนายเล่าต๋า แสนลี่ ราชายาเสพติด ที่ได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษจากการได้รับพระราชทานอภัยโทษ ทำให้พ้นโทษเร็วกว่ากำหนด ก็ถูกมองเป็นช่องว่างที่ส่งผลต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของสังคม โดยนายเล่าต๋า ได้เข้ามารับโทษในเรือนจำ ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนจะมีการประกาศใช้กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ในปี พ.ศ. 2563

ประกอบกับนายเล่าต๋า เป็นผู้ต้องขังสูงวัย อายุเกิน 70 ปี ไม่เคยกระทำผิดวินัยผู้ต้องขัง จึงทำให้ระหว่างการรับโทษจำคุก ได้รับการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด จึงมีคุณสมบัติได้รับการลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในแต่ละครั้ง ทำให้นายเล่าต๋า สามารถพ้นโทษได้เร็วกว่าที่สังคมคาดหวัง ซึ่งในประเด็นนี้เอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เรียกประชุมกรมราชทัณฑ์ เพื่อหารือถึงแนวทางกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำการรับโทษสำหรับผู้ต้องขังคดีโทษสูง โทษร้ายแรง คดีอุกฉกรรจ์ หรือคดีโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือคดีโทษประหารชีวิต เพื่อให้รับโทษขั้นต่ำก่อน ก่อนเข้าสู่กระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษ เพื่อจะได้มีคุณสมบัติในการพิจารณาได้รับการพระราชทานอภัยโทษ เช่น ผู้ต้องขังโทษประหารชีวิตอาจต้องจำคุกอย่างน้อย 25 ปี ผู้ต้องขังโทษตลอดชีวิตอาจต้องจำคุกอย่างน้อย 20 ปี จึงจะเข้าสู่การปรับเลื่อนชั้น เพื่อเป็นหลักประกันด้านความปลอดภัย แต่เราก็ต้องพิจารณาควบคู่กับผลกระทบต่อจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ ความแออัดในเรือนจำ โอกาสความหวังในการพัฒนาพฤตินิสัย ฝึกวิชาชีพ ซึ่งก็ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของคดีของผู้ต้องขัง ซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่คดีที่มีความร้ายแรงหรือคดีโทษสูงมากกว่า

โฆษกกรมราชทัณฑ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ ที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์จะได้รับการพิจารณาตามกฏหมายนิรโทษกรรม ว่า ขณะนี้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้แจ้งเรือนจำทั่วประเทศให้ประชาสัมพันธ์เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ให้ผู้ต้องขังรับทราบแล้ว แต่ยังต้องรอการประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่จะมีการหารือเรื่ององค์ประกอบ หลักเกณฑ์ แนวทาง เพื่อพิจารณาให้ชัดเจนก่อน แต่หากผู้ต้องขังที่เห็นว่าคดีของตัวเองอยู่ในข่าย สามารถยื่นคำร้องผ่านเรือนจำ เพื่อส่งต่อให้คณะกรรมการพิจารณาได้ อนึ่ง ตอนนี้กรมราชทัณฑ์ยังไม่สามารถประเมินจำนวนผู้ต้องขังที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรมได้ เนื่องจากยังไม่มีการกำหนดชัดเจนว่าคดีใดจะเข้าข่ายบ้าง โดยเฉพาะคำว่า “เกี่ยวเนื่อง” ที่ยังต้องมีการวินิจฉัยรายละเอียด

โฆษกกรมราชทัณฑ์ ปิดท้ายด้วยว่า สำหรับประเด็นประเทศไทย ที่ถ้าหากไม่มีการบังคับโทษประหารชีวิตครบ 10 ปี จะเข้าสู่การยกเลิกโทษประหารในทางปฏิบัติ จะเป็นไปตามที่ลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยทางปฎิบัติ นั้น ตนมองว่ามันเป็นนอร์ม (Norm) มากกว่า คงไม่มีผลในเชิงปฏิบัติ เพราะเมื่อผู้ต้องขังมีการยื่นทูลเกล้าถวายฎีกา และหากฎีกาตกต้องประหาร ราชทัณฑ์ก็ต้องบังคับโทษในส่วนนี้ อีกทั้งประมวลกฎหมายอาญาก็ยังคงกำหนดโทษประหารไว้อยู่ เพราะฉะนั้นในการที่จะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการ ในเวลาที่ควรจะมีหรือไม่มีก็ยังคงไม่สามารถไปกำหนดได้ แต่ตนมองว่าเมื่อครบเวลา 10 ปีหากไม่มีการบังคับโทษประหารชีวิต ก็ไม่ถือเป็นการยกเลิกโทษประหารชีวิตไปโดยปริยาย เพราะอย่างไรแล้วกำหนดโทษก็ยังมีอยู่ ส่วนจะมีการประหารชีวิตอีกครั้งหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการยื่นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษของแต่ละราย เพราะก็เป็นเรื่องของพระราชอำนาจที่จะเป็นการให้โอกาส แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็เป็นอีกช่องทางในการตรวจสอบความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรมอีกครั้ง เนื่องจากหากจำคุกผิด รัฐยังสามารถชดเชยเป็นเงินได้ แต่การประหารชีวิต ไม่สามารถชดเชยได้ ซึ่งก็ต้องเป็นการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อไป

ขณะที่ น.ส.วิยดา จั่นทอง ผอ.กองทัณฑปฏิบัติ และในฐานะรองโฆษกกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า ขณะนี้ร่างกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่…) พ.ศ. … อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 วรรคหนึ่ง มาตรา 52 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ซึ่งจะมีการปรับแก้ไขเกณฑ์รับโทษขั้นต่ำของผู้ต้องขังคดีโทษประหาร โทษจำคุกตลอดชีวิต โทษสูง จะเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการราชทัณฑ์ภายในสิ้นเดือน ก.ย.69

ซึ่งเบื้องต้นมีรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดเกณฑ์รับโทษขั้นต่ำของผู้ต้องขังซึ่งศาลมีคำพิพากษาโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งถ้าหากศาลมีคำพิพากษาตามโทษดังกล่าว อาทิโทษประหารชีวิต เมื่อผู้ต้องขังเข้าสู่เรือนจำ ก็จะต้องถูกจัดให้อยู่ในชั้นต้องปรับปรุงมาก การจะเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมได้ ก็ต้องจำคุกมาไม่น้อยกว่า 25 ปี ส่วนหากเป็นผู้ต้องขังโทษจำคุกตลอดชีวิต ก็จะต้องรับโทษจำคุกมาไม่น้อยกว่า 20 ปี จึงจะได้รับการปรับเลื่อนชั้นเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมได้ ส่วนหากเป็นคดีอุกฉกรรจ์หรือเป็นคดีตามท้ายประกาศ ก็จะต้องจำคุกมาไม่น้อยกว่า 12 ปี จึงจะได้รับการปรับเลื่อนชั้นเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมได้ อย่างไรก็ดี ข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้จะต้องเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการราชทัณฑ์ให้เรียบร้อยก่อน เพื่อจะต้องพิจารณาในหลายมุมมอง

ด้าน นายขวัญไชย สันติภราภพ ผอ.ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง กล่าวว่า การพัฒนาผู้ต้องขังจะต้องยึดมาตรฐานเป็นหลัก โดยเฉพาะการฝึกอาชีพ ซึ่งผู้ต้องขังที่ทำงานด้านอาหารจะต้องผ่านการตรวจสุขภาพและเรียนหลักสูตรผู้สัมผัสอาหารก่อนเข้าสู่หลักสูตรหลัก ส่วนการพัฒนาทักษะด้าน AI ผู้ต้องขังบางคนถูกหยุดเวลาไว้ระหว่างต้องโทษ 20-30 ปี แต่โลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องมีหลักสูตร AI เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่และนำไปประกอบอาชีพได้หลังพ้นโทษ โดยยืนยันว่า การฝึกอบรมจะเน้นทั้งความสามารถและคุณสมบัติตามเกณฑ์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน.