ถือเป็นประเด็นบนโลกออนไลน์ที่ชาวเน็ตต่างพากันให้ความสนใจมากมาย หลังจากนักแสดงสาว “ต้าเหนิง กัญญาวีร์” ได้ออกมาเผยชีวิตวัยเลข 3 ในรายการ Prime Cast ผ่านวิกฤติสุขภาพหนักเกือบเอาชีวิตไม่รอด พร้อมเผยถึงบทเรียนการตัดความสัมพันธ์กับเพื่อนที่ไม่ยินดีในความสำเร็จ โดยมีท่อนหนึ่งที่ชาวเน็ตตัดออกมา และพากันวิพากษ์วิจารณ์และเชื่อมโยงไปยังอดีตแฟนหนุ่มอย่าง “เจเจ กฤษณภูมิ” ที่เพิ่งเลิกรากันไปไม่นานมานี้ หลังจากที่คบกันมานานกว่า 10 ปี ทำให้ เจเจ ต้องออกมาโพสต์ข้อความ ระบุว่า “ช่วยไปดูตัวสัมภาษณ์ตัวเต็ม แล้วเสพสื่ออย่างมีสตินะครับ” ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด ต้าเหนิง ที่ได้เดินทางมาร่วมงานประกาศรางวัล “MCHOICE & MINT AWARDS 2026” ก็ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนถึงประเด็นดราม่าดังกล่าว พร้อมกับเรื่องอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับตัวเองด้วย

ต้าเหนิง เผยว่า “เรื่องอาการที่พูดในรายการ จริงๆ หนูว่ามันอาจจะเป็นอาการป่วยแบบที่ทุกคนก็มีสิทธิเป็น แต่ว่าหนูไม่ค่อยได้แสดงอาการอะไรออกมา เพราะว่าหน้าตาหนูมันดูแบบไม่สามารถเจ็บป่วยได้ หน้ามันดูต้องแข็งแรง เวลาเราทำงาน เราก็ไม่อยากให้คนคิดว่าเราเจ็บป่วย หน้าตาหนูดูไม่อ่อนโยน เราอาจจะไม่ได้มีสิทธิที่ต้องแสดงออกว่าเราป่วยขนาดนั้น เพราะว่าพอเราทำงานกับคนหมู่มาก ถ้าเราคนเดียวหนึ่งคนที่ไม่สามารถเอาตัวเองไปทำงานได้ มันมีผลกับคนเป็นวงกว้าง ถ้าถามครั้งไหนที่รู้สึกว่ามันเจ็บที่สุดแต่เราต้องเก็บไว้ จริงๆ หลายครั้งค่ะ อย่างช่วงที่สุขภาพหนูไม่ดีมันเป็นระยะเวลานาน ถ้าโหดที่สุดน่าจะตอนที่มีรถพยาบาลมาที่กองถ่าย แล้วก็ฉีดยาแล้วก็กลับไปถ่ายต่อ ก็จะมีเหตุการณ์อะไรแบบนี้อยู่บ่อยๆ คือไม่ได้รู้สึกว่าหนักกว่าคนอื่นมั้ย แต่ว่ารู้สึกว่าสำหรับตัวเองที่เจอหนักไหม ก็รู้สึกว่าหนัก แต่มันก็มีสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ หมายถึงว่าเราไม่ได้ทำงานคนเดียว เราทำงานกับทีมงานหลายๆ คนเพราะฉะนั้นถ้าอะไรที่หนูยังทนได้ หนูก็จะทนไปก่อน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเยียวยา แต่รู้สึกว่ามันเป็นความรับผิดชอบมากกว่า

อย่างที่บอกการทำงานนี้ไม่ได้ด้วยตัวหนูคนเดียว มีทีมงานหลายๆ คน มีคนที่เรารู้ว่ากว่าเขาจะล็อกวันนี้มาได้ มันเป็นงานที่นำไปสู่เงิน นำไปสู่การใช้ชีวิตปากท้องของเขา คือมันหลายอย่างค่ะ (ทำไมเราถึงคิดถึงคนอื่นไม่คิดถึงตัวเอง?) เพราะมันเป็นงานที่ไม่ได้ทำด้วยตัวเองคนเดียว มันเลยต้องคิดถึงคนอื่นให้มาก ตอนที่ตัวเองป่วยก็ทนค่ะ ถ้าฉีดมอร์ฟีนก็จะเป็นเวลาที่เป็นประจำเดือน เพราะว่าหนูเป็น PCOS เหมือนมดลูกหนูไม่ได้ดีอยู่แล้ว ก็จะมีปัญหาปวดท้องมาก ถ้ามันไม่ไหวก็ต้องนอนโรงพยาบาล หมอก็จะฉีดยาให้ เราก็ผ่านมันไปแต่ละวันค่ะ (ยิ้ม) ปกติก็ไม่ค่อยได้คุยกับใครค่ะ ปกติถ้าอดทนจนถึงจุดแล้ว ผู้จัดการก็จะพาไป (ที่ผ่านมาเพราะเราทำงานหนัก?) หนูคิดว่าเกี่ยวค่ะ เราโตขึ้นเซลล์ในร่างกายมันไม่ได้แข็งแรงเท่าเดิม พอหนูใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยดีค่ะ หมายถึงว่านอนไม่เป็นเวลา กินไม่เป็นเวลา มันก็กระทบอยู่แล้ว หลังผ่านพ้นจุดนั้นมา จริงๆ มันก็เรียนรู้มาตลอดทางนั่นแหละค่ะ แต่ว่ามันก็เป็นทางแยกศีลธรรม เราจะเอาตัวเองคนเดียวหรือว่าจะคนหมู่มาก คือทำงานในวงการนี้มันคิดถึงตัวเองคนเดียวไม่ได้ เราต้องคิดถึงคนอื่นเยอะๆ”

ต้าเหนิง เผยว่า “ทุกวันนี้เราอยู่กับมันแบบนี้แหละค่ะ (หัวเราะ) ก็อยู่แบบนี้ แล้วก็แก้ปัญหาสเต็ปบายสเต็ป ถ้าถามว่าคิดว่าเรารักตัวเองน้อยไปไหม หนูว่ามันก็มีค่ะ ถ้าวันนี้หนูยังทนได้หนูจะทน หนูไม่อยากให้มันกระทบคนอื่น เราไม่รู้ว่าแต่ละคนมีปัญหาอะไรของตัวเองบ้าง งานนี้อาจจะเป็นงานที่เขาจำเป็นจะต้องทำเพื่อไปสู่อะไรบางอย่าง ถ้าวันนี้มันยกเลิก เรารู้ว่ากระบวนการทำงานแล้วได้เงินในวงการมันใช้เวลา ถ้าวันนึงมันแคนเซิลไป เขาอาจจะไม่ได้เลยก็ได้ ตอนนี้พยายามจะไม่รับงานติดๆ กันเยอะ มีเวลาให้ตัวเองพักเยอะขึ้น ส่วนปัญหาสุขภาพที่เจอมีผลในอนาคตในการมีลูกไหม มีอยู่แล้วค่ะ คุณหมอบอกแต่แรก แต่ต่อให้คุณหมอไม่บอก หนูก็คิดเองได้ว่ามันมีผล ตอนนี้หนูก็พยายามปล่อยตัวเองแบบสบายๆ ไม่เครียด เพราะว่าสิ่งที่แย่ที่สุดคือความเครียด มันมีผลต่อฮอร์โมน การนอน ทุกอย่าง

ส่วนประโยคที่พูด หลายคนตีความว่าหมายถึงเจเจ จริงๆ ถ้าทุกคนดูจบมันจะรู้เลยว่ามันถูกพูดถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน หรือว่าคนที่เราเจอในชีวิต ไม่ได้หมายถึงเจ อย่าด่าเจนะคะ คือจริงๆ เข้าใจได้ว่าถ้าในรูปแบบประโยคแบบนั้น จริงๆ มันหมายถึงได้ทุกความสัมพันธ์แหละ แต่ว่าถ้าโดยส่วนตัวหนูไม่ได้หมายถึงเจ ไม่ได้เกี่ยวกับเจแต่ว่าคือในนั้นปันปันถามว่าเวลาเพื่อนของเรา เพราะว่าหนูมีเพื่อนหลายกลุ่มว่าหนูรู้สึกยังไงเรียนรู้อะไรจากการมีเพื่อนหลายๆ กลุ่ม หรือว่าคบคนหลายๆ กลุ่ม หลายๆ แบบ (เราได้คุยกับเจเจไหมถึงเรื่องนี้?) ก็คุยกันบ้าง แต่จริงๆ หนูรู้สึกว่าอาจจะเป็นส่วนน้อยที่คิดว่าเป็นเจ คนส่วนมากมีหลายคนที่ดูจบแล้วก็รู้ว่าเราไม่ได้หมายถึงเจ ถ้าถามว่าตอนนี้กลับมารับงาน 100% ไหม ก็ 100% สำหรับหนูในตอนนี้ แต่อาจจะไม่ได้ถี่เท่าแต่ก่อนแต่ว่าความทุ่มเทเต็มที่ในการทำงานก็ 100% ค่ะ ก็ค่อยๆ ปรับตัวกันไปค่ะ หมายถึงหนูเองค่อยๆ ปรับไป ค่อยๆ หาบาลานซ์ให้ตัวเองให้เจอเพราะหนังก็จะเข้าแล้วค่ะ”