เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) กล่าวปราศรัยบนเวที “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” ในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า เรามาอยู่ในที่นี่ในวันนี้พร้อมกันเพราะรู้ว่าบ้านเมืองตอนนี้มันผิดปกติ วันนี้ถ้ากฎหมายบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน เป็นธรรมโดยองค์กรที่เป็นอิสระและเราไว้ใจได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องออกมาเดินในวันนี้ ประชาชนอยากนอนอยู่บ้าน อยากอยู่อย่างสงบสุข แต่มันจำเป็นเพราะทนไม่ไหว การรวมตัวที่นี่เพราะรู้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติว่าสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง สว. อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก กกต.มาจาก สว.ที่ถูกกล่าวหา จึงอาจต้องคิดว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องดีกับลูกพี่ที่เลือกเขามา ระบบแบบนี้ตนเรียกว่า “แ-ง ทุเรศ-หาย” ถ้าสว.ชุดนี้อยู่ยาวต่อไป อยู่แบบสบายใจ ใครทำอะไรก็ไม่ได้ วันหน้าก็จะเลือก กกต.และองค์กรอิสระอื่นๆ มาเพิ่มอีก และทำให้การตรวจสอบอำนาจใดๆ ในประเทศนี้ การตรวจสอบการทุจริตฉ้อฉล ระบบแบบนี้ขอเรียกว่า “แ-ง ทุเรศ-หาย”

นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า การออกจากระบบแบบนี้ มีทางเดียว คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 แต่การจะยื่นแก้ไขได้ต้องไปง้อสว.ให้ได้ 1 ใน 3 หรือ 67 คน ถ้าไม่ได้ ก็คือแก้ไม่ได้ เขาจึงยึดไป 140-150 คน เพื่อไม่ให้มีเสียง 67 คนในการมาแก้ระบบนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ประชาชน 21 ล้านเสียงลงมติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นเสียงบริสุทธิ์แห่งความหวังว่าประเทศไทยมีระบบที่ดีกว่านี้ได้ ตนขอย้ำว่าเราต้องเดินหน้าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ได้ ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะยากเพียงใด และวันที่ 14 ก.ย.นี้ สิ่งที่ กกต.จะตัดสิน คือต้องเลือกระหว่างประตู 2 บาน บานที่ 1 ถ้าเลือกสั่งไม่ฟ้องใครเลยนั่นแปลว่า เขาเลือกแล้วว่าจะเอาระบบแบบนี้จะเอา สว.สีน้ำเงินคุมการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปข้างหน้า และเรารับรองว่าไม่ว่าร่างไหน จะผ่านออกมาจะต้องเป็นร่างที่ สว.และระบบสีน้ำเงินพอใจ อาจต่างกับฉบับปี 2560 แต่ไม่มีทางดีขึ้น เพราะเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียว เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน

“ถ้า กกต.เลือกเส้นทางนี้ เลือกเปิดประตูบานนี้ คือเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบที่พวกเราต้องเป็นศัตรูกันตลอดทาง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ร่างใหม่เสนอมาให้อำนาจอยู่ในมือ สว.ที่มาจากการฉ้อฉลนี้ให้เป็นใหญ่กว่าประชาชนคนธรรมดาอย่างเรา เราก็ไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าต้องทำประชามติ เข้าคูหาก็ต้องโหวตไม่เห็นชอบ และขอยืนยันว่าเราไม่อยากทำ เราอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราไม่อยากเดินทางนั้น แต่ถ้า กกต.เลือกทางที่จะเดินไปสู่อนาคตกับ สว.จะน้ำเงิน เราก็ไม่มีทางเลือกอื่น” นายยิ่งชีพ กล่าว
ผอ.ไอลอว์ กล่าวอีกว่า ยังมีประตูบานที่ 2 ให้ กกต.เลือก ถ้าสั่งฟ้องไป เมื่อศาลรับฟ้อง สว.เสียงส่วนใหญ่หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเท่านั้น ระหว่างนี้ใครไม่ผิดก็ไปสู้คดีที่ศาล ใครเชื่อมั่นว่าตัวเองบริสุทธิ์ก็เอาหลักฐานไปเสนอ แล้วเราจะได้เปิดประตูไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่มีพื้นที่สำหรับความคิดเห็นทุกแบบ ทุกสี ทุกเฉด ทุกคนเข้าไปมีส่วนร่วมได้ ที่ไม่ใช่ให้ สว.กลุ่มเดิม สีเดิม ควบคุมทุกอย่าง ซึ่งเส้นทางที่ 2 พรรคภูมิใจไทยยังมี สส.มากที่สุด ยังเป็นรัฐบาลที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องห่วง เดินหน้าไป แต่เสียงในสภาจะมีความหลากหลายมากขึ้น มีพื้นที่ให้รัฐธรรมนูญใหม่เป็นอะไรก็ยังเป็นไปได้ นี่คือทางเดียว ไม่ใช่ทางเลือก และเราขอยืนยันว่าเส้นทางนี้เส้นทางเดียว เป็นเส้นทางที่เราต้องเดินไป ถ้ายังไม่ถึงวันพรุ่งนี้ ยังไม่ถึงปีหน้าเราก็ต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อวันมีรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ขอให้ปักหมุดหมายนี้ไว้ ไม่ถึงไม่เลิก ไม่ถึงไม่หยุด และเราจะไปเรื่อยๆ จนกว่าบ้านเมืองจะมีการปกครองที่มาจากประชาชนทุกคน

นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ดังนั้น กกต.จึงมีทางเลือกว่าจะเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบไหน แบบเปิดประตูสู่อนาคตของประเทศ หรือแบบเปิดประตูไปสู่ความขัดแย้ง แล้วต้องทะเลาะกันรอบใหม่แบบไม่รู้จักจบจักสิ้น พรุ่งนี้เป็นวันสำคัญและเป็นวันชี้ชะตา เราจึงต้องมารวมกันที่นี่ ตนขอย้ำถ้า กกต.สั่งไม่ฟ้องทั้งหมดหรือไม่ฟ้องใครคนใดคนหนึ่ง เรามีข้อมูลเยอะมากในมือวันนี้จะต้องนำเสนอต่อสาธารณะ ให้ประชาชนทุกคนได้เห็นพร้อมกันว่าใครทำอะไรไว้บ้าง เราก็ไม่มีทางเลือก เราอยากให้กฎหมายทำงาน อยากให้กลไกทำงาน เราก็อยากเป็นประชาชนธรรมดาที่นั่งดูการตรวจสอบการใช้อำนาจ การตรวจสอบ สว. การตรวจสอบการเข้าสู่อำนาจของคนต่างๆ ที่ไม่ใช่การเปิดเผย การแฉ ไม่ใช่ทางที่เราอยากจะเลือก

“อยากขอร้องไปยัง กกต.ที่มาจากการเลือกของ สว.ทั้งหลาย ถ้าท่านไม่อยากให้เราทำหน้าที่นั้น ท่านสั่งฟ้องไปเลย ขอเรียนไปยังนักการเมืองผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ต้องหาในคดีทั้งหลาย ถ้าท่านไม่อยากให้เราแฉ คืนนี้โทรฯ บอก กกต. ว่าให้สั่งฟ้องไปเลย แล้วให้ข้อมูลทั้งหมดไปนำเสนอกันในกระบวนการของศาลฎีกา ซึ่งเป็นองค์กรที่มีที่มาเป็นกลางกว่า กกต. ถ้าท่านสั่งฟ้อง พวกเราจะรู้สึกยินดีและขอปรบมือให้ท่าน เราไม่อยากก่นด่าท่านแสวง (เลขาธิการ กกต.) อีกต่อไปแล้ว เราอยากชื่นชมท่านบ้างในวันพรุ่งนี้ และเราในฐานะประชาชนก็ยังอยากรู้สึกว่า กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบอำนาจรัฐยังคงทำงานได้ นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นว่าประเทศนี้ยังมีความหวัง ฉะนั้นจึงขอให้ กกต.สั่งฟ้อง” นายยิ่งชีพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทุกครั้งที่นายยิ่งชีพ ตะโกนว่า “ขอให้ กกต.สั่งฟ้อง” ประชาชนที่ฟังการปราศรัยจะพูดพร้อมกันว่า “229” ซึ่งหมายถึงจำนวนผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก สว.



