เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 69 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ในการบูรณาการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย “การกระทำความผิดตามอนุสัญญาบาเซล” โดยมีนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมเผยผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในรอบ 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 จำนวน 187 คดี น้ำหนัก 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่าของกลางกว่า 234.4 ล้านบาท ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเทียบเรือฮัทชิสันแหลมฉบัง เทอร์มินัล (D1) จังหวัดชลบุรี
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า กรมศุลกากร ได้สนองรับนโยบายสำคัญ เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายอย่างต่อเนื่อง โดยภารกิจดังกล่าวไม่ได้มุ่งเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ตลอดจนป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นปลายทางของขยะและของเสียอันตรายจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ สำหรับผลการดำเนินงานด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 เดือน ต.ค. 68-ส.ค. 69 กรมศุลกากรสามารถจับกุมสินค้าที่เกี่ยวข้องได้จำนวน 187 คดี น้ำหนัก 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่าของกลางกว่า 234.4 ล้านบาท ประกอบด้วย ขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 2.7 ล้านกิโลกรัม ของเสียอันตรายจำนวน 6.6 ล้านกิโลกรัม และเศษพลาสติกจำนวน 3 แสนกิโลกรัม
สำหรับการปฏิบัติการในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 69 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือประสานกรมศุลกากรเพื่ออายัดตู้สินค้า จำนวน 50 ตู้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบและขยายผล โดยกรมศุลกากรได้ตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พบว่า 19 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้ตรวจพบความผิดและดำเนินการจับกุมไว้แล้ว ขณะที่ 14 ตู้ ไม่พบข้อมูลการนำตู้สินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และอีก 17 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่มีข้อมูลการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งพบว่า 1 ตู้ ได้รับการตรวจปล่อยไปก่อนจะได้รับแจ้งการอายัด และอีก 6 ตู้ อยู่ระหว่างการอายัด โดยมีสถานะรอผู้นำเข้าติดต่อเพื่อตรวจสอบ ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 กรมศุลกากรได้ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบตู้สินค้า จำนวน 10 ตู้ พบว่า 4 ตู้ มีสินค้าตรงตามที่สำแดง ขณะที่ 6 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่ตรวจพบความผิด โดยมีการปะปนของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือวัตถุที่อาจเข้าข่ายเป็นของเสียอันตราย และการดำเนินการในวันนี้ กรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันนำตู้สินค้า จำนวน 9 ตู้ มาเปิดตรวจร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นตู้ที่ตรวจพบความผิดจำนวน 6 ตู้ตามข้างต้น และเป็นตู้สินค้าของรายบริษัทเดียวกันอีก 3 ตู้ ณ ท่าเทียบเรือฮัทชิสันแหลมฉบัง เทอร์มินัล (D1) จังหวัดชลบุรี
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย กรมศุลกากรมีบทบาทสำคัญในการคัดกรองและตรวจสอบสินค้านำเข้า รวมถึงสนับสนุนข้อมูลการนำเข้า เอกสารทางศุลกากร และผลการตรวจสอบตู้สินค้า เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การสืบสวนและขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้อง อันสะท้อนถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น เปิดเผยว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการกับขบวนการลักลอบนำเข้าขยะพิษ ซึ่งพบว่ามีกลุ่มทุนทั้งในและต่างประเทศนำสินค้าเหล่านี้เข้ามาคัดแยกสิ่งที่มีมูลค่าออกไป และนำกากสารพิษที่เหลือไปทิ้งตามบ่อลูกรัง ลำน้ำ หรือพื้นที่สาธารณะ ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเชิงรุก จึงได้มีการแต่งตั้งชุดเฉพาะกิจนำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ลงพื้นที่กวาดล้างและตรวจสอบโรงงานที่กระทำความผิดอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ รัฐมนตรีได้ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ของข้อกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันที่มีบทลงโทษค่อนข้างต่ำ เช่น โทษจำคุกเพียงเล็กน้อยหรือการปรับเงิน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศ จึงมีแนวคิดที่จะประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อนำมาตรการยึดทรัพย์เข้ามาบังคับใช้กับผู้กระทำความผิด ฐานทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะใช้เวลาหารือเพื่อกำหนดเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ชัดเจนภายใน 3-5 เดือนข้างหน้า พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างเด็ดขาดไปยังเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการปล่อยปละละเลยหรือมีส่วนรู้เห็นกับการนำเข้าและทิ้งขยะพิษในพื้นที่ จะต้องถูกดำเนินคดีและรับโทษทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดเช่นเดียวกัน โดยรัฐมนตรียืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเปิดตู้สินค้าแล้วจบไป แต่ตั้งเป้าที่จะแก้ไขข้อกฎหมายเพื่อสร้างมาตรฐานการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว.



