จากกรณีวันที่ 21 ก.ย. 69 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม และคณะอนุกรรมการฯ เข้าร่วม เพื่อหารือถึงกรอบแนวทางและหลักเกณฑ์การพิจารณานักโทษในคดีทางการเมืองทุกสีเสื้อ ภายใต้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งพนักงานสอบสวน อัยการ ศาล และเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดี กรมราชทัณฑ์ และสถานพินิจต่าง ๆ มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อดำเนินการส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการนิรโทษกรรมทุกรายโดยทันที

โดยจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ชุดที่ 1 จะเป็นชุดพิจารณากลั่นกรองข้อร้องเรียน ซึ่งมี ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน ชุดที่ 2 เป็นชุดสื่อสารประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับประชาชน และเปิดช่องทางในการรับข้อร้องเรียน อย่างไรก็ดี เบื้องต้นสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จะมีหนังสือขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงผลการดำเนินงานตามกฎหมาย อาทิ การดำเนินการ จำนวนคดี โดยกำหนดให้ส่งรายละเอียดข้อมูลมายังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขภายใน 30 วัน

จากนั้นคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขจะมีการตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง และจะเปิดช่องทางให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม หรือทางคดี สามารถตรวจสอบข้อมูลเพื่อรู้ว่าคดีใดที่อาจจะยังตกหล่น ประชาชนก็สามารถร้องทุกข์ผ่านคณะกรรมการฯ โดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ จะถือเป็นที่สุดเพื่อยุติ ทั้งนี้ การดำเนินการทุกประการของคณะกรรมการฯ และคณะอนุกรรมการฯ จะต้องจัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน หรือราวเดือน มี.ค. 2570 เพราะหากล่าช้าจะกระทบต่อความยุติธรรมสำหรับผู้มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิประโยชน์ ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ก.ย. นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยกับทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์ ว่า สำหรับคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองข้อร้องเรียน จะมีตนเองในฐานะปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน และมีรองประธานคณะอนุกรรมการ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่านจากคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองข้อร้องเรียนมีหน้าที่ต้องพิจารณากลั่นกรองข้อมูลทุกระดับชั้น ตั้งแต่ในส่วนของคดีที่อยู่ในชั้นของพนักงานสอบสวนตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ชั้นพนักงานอัยการ ชั้นศาลระหว่างการพิจารณาคดี และชั้นเรือนจำหลังต้องคำพิพากษาคดี โดยรวมคือทุกระดับชั้นทั้งหมดที่เป็นคดีเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง

ซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ เนื่องมาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลต้องการให้ลดความขัดแย้งเพื่อสมานความสามัคคีในชาติ ซึ่งถ้าหากพิจารณาดูในคดีชุมนุมทางการเมืองจะพบว่าแม้บางส่วนไปอยู่ในสถานการณ์การชุมนุมก็จริง แต่ไม่ได้รู้เห็นหรือมีส่วนกับวาระการเรียกร้องประเด็นทางการเมือง และนอกจากนี้ จะต้องเป็นคดีการชุมนุมที่เป็นการกระทำต่อรัฐ จึงจะเข้าเกณฑ์ได้รับการพิจารณานิรโทษกรรมคดีชุมนุมทางการเมืองได้ แต่ถ้าหากบุคคลนั้นไปก่อเหตุเผาทำลายทรัพย์สินของเอกชน ซึ่งเอกชนย่อมไม่สามารถยอมความได้อยู่แล้ว เพราะทรัพย์สินเกิดความเสียหาย ในส่วนนี้ก็จะไม่ครอบคลุมเรื่องการนิรโทษกรรมคดีชุมนุมทางการเมือง

ปลัดกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองข้อร้องเรียน จะต้องมีการประชุมและดำเนินการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นภายในกรอบเวลา 180 วัน เนื่องจากการนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมคดีทางการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่สามารถรอได้ เพราะจะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ได้รับประโยชน์ในเรื่องนี้ โดยเมื่อคณะอนุกรรมการฯ มีการพิจารณากลั่นกรองข้อร้องเรียนเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้เสนอเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อที่จะได้มีหนังสือประสานไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง อาทิ เข้าสู่กระบวนการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ หรือยุติคดี หรือจำหน่ายคดีออกจากระบบศาล หรือถอนชื่อและประวัติออกจากทะเบียนประวัติอาชญากร เป็นต้น

ปลัดกระทรวงยุติธรรม เผยต่อว่า ทางกรมราชทัณฑ์ โดยเฉพาะในส่วนของเรือนจำและทัณฑสถานที่ควบคุมดูแลผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองก็ได้มีการสำรวจตัวเลขจำนวนไว้แล้ว โดยจะต้องมีการพิจารณารายละเอียดให้ครบทุกราย ซึ่งจะต้องใช้ดุลพินิจด้วยว่าผู้ต้องขังรายนั้นเกี่ยวข้องกับคดีชุมนุมทางการเมืองจริงๆ และเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่าง ผู้ต้องขังบางรายอาจถูกกล่าวโทษหลายข้อกล่าวหา แต่เราจะดูเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองเป็นหลัก โดยจะเอาเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ คือ วันที่ 1 ม.ค. 2548-16 ก.ค. 2568 ซึ่งทราบว่ามีจำนวนผู้ต้องขังเข้าเกณฑ์ต้องพิจารณาประมาณหลักพันคน

ขณะที่ รายงานภายในกรมราชทัณฑ์ ยืนยันถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือเต้น อดีตแกนนำ นปช. ได้มีการโพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อช่วงเย็นวันนี้ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “ผลไต่สวนตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ปล่อยนิสิต สินธุไพร เต้ มดแดง กลับบ้านวันนี้” ว่า สำหรับกรณีการปล่อยตัวนายนิสิต สินธุไพร และ นายนพพร นามเชียงใต้ หรือ เต้ มดแดง ออกจากเรือนจำฯ เป็นเรื่องจริง โดยจะมีการปล่อยตัวทั้งคู่ออกจากเรือนจำพิเศษพัทยา ภายในคืนวันนี้ (28 ก.ย.) เนื่องด้วยทั้งคู่เป็นผู้ต้องขังจากคดีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและการบุกรุกโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช พัทยา เพื่อขัดขวางการประชุมอาเซียนซัมมิท เมื่อปี พ.ศ. 2552 จึงเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายนิรโทษกรรม หรือ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ ในส่วนของแกนนำคนอื่นๆ จะมีการปล่อยตัวออกจากเรือนจำเมื่อใดนั้น ยังคงต้องรอคำสั่งศาลตามขั้นตอน

รายงานภายในกรมราชทัณฑ์ ระบุอีกว่า กฎหมายฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 69 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 24 ส.ค. 69 โดยครอบคลุมคดีที่มีมูลเหตุจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา และให้อำนาจคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาว่าคดีใดเข้าเกณฑ์ ที่สำคัญ คือ ไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องขังทางการเมืองทุกคนจะถูกปล่อยพร้อมกัน เพราะต้องพิจารณาเป็นรายคดี และบางคดีมีประเด็นเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งคดีหรือข้อยกเว้นตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานภายในคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ระบุว่า สำหรับจำนวนที่ทางกรมราชทัณฑ์ได้มีการสำรวจผู้ต้องขังคดีชุมนุมทางการเมืองที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายนิรโทษกรรม เบื้องต้นมีประมาณ 15 ราย ส่วนใหญ่จะเป็นอดีตแกนนำ นปช. และคนเสื้อแดงที่ปัจจุบันอยู่ในเรือนจำและทัณฑสถาน ยกตัวอย่างผู้ต้องขังบิ๊กเนม คือ นายนิสิต สินธุไพร เป็นต้น นอกจากนี้ก็จะเป็นเพียงผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองคนเสื้อแดงในเดือน เม.ย. 2553 และส่วนที่เหลือก็จะเป็นคดีของกลุ่มพันธมิตร หรือคนเสื้อเหลือง เช่น บางส่วนเป็นเหล่าดาราชื่อดังเบอร์ต้นของประเทศที่เคยร่วมขบวนชุมนุม บางส่วนเป็นคดีของคณะราษฎร บางส่วนก็เป็นคดีของกลุ่มนกหวีด กปปส. และบางส่วนก็เป็นคดีปิดหน่วยเลือกตั้งที่เพิ่งจับกุมได้ ซึ่งสำนวนส่วนใหญ่ก็ค้างอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนตำรวจ ชั้นดีเอสไอ หรือพนักงานอัยการ เป็นต้น เพราะก็ทราบว่าหลายคดีก็ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา.