เมื่อวันที่ 29 ก.ย. นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ยกระดับการปฏิบัติงานผ่าน 7 มาตรการหลักอย่างครอบคลุมการดูแลผู้ประสบอุทกภัย ได้แก่ 1.การเตรียมความพร้อมสถานพยาบาล จัดทำแผนรองรับน้ำท่วม สำรองระบบไฟฟ้า น้ำประปา ออกซิเจน ระบบสื่อสาร ยา เวชภัณฑ์ เชื้อเพลิง และเตรียมความพร้อมห้อง ER, ICU, ห้องผ่าตัด, ห้องคลอด, การฟอกไต พร้อมวางเส้นทาง EMS สำรอง 2.การดูแลกลุ่มเปราะบาง ทบทวนบัญชีผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้พิการ ผู้ป่วยฟอกไต/ใช้ออกซิเจน สนับสนุนสุขาภิบาลในศูนย์พักพิง และเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยงถูกตัดขาด 3.ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เตรียมทีม EMS, MERT, Mini-MERT จัดรถพยาบาลยกสูง เรือ ประสานความร่วมมือกับกลาโหม เหล่าทัพ ปภ. และ อปท.
4.สำรองทรัพยากร ยา และเวชภัณฑ์ สำรองเลือด ออกซิเจน น้ำสะอาด เชื้อเพลิง จัดชุดเวชภัณฑ์สนับสนุนศูนย์พักพิงและประชาชน 5.เฝ้าระวังโรคและอนามัยสิ่งแวดล้อม เฝ้าระวังโรคทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง โรคฉี่หนู โรคจากยุง ตรวจสอบคุณภาพน้ำ และให้คำแนะนำความปลอดภัยเรื่องไฟฟ้าและการจมน้ำ 6.การดำเนินงาน PHEOC เปิดศูนย์ PHEOC ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และรายงานข้อมูลทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติ และ 7.การบริหารกำลังคนและ WFH ให้บุคลากรที่ไม่ได้ปฏิบัติงานบริการผู้ป่วยหรือฉุกเฉินสามารถทำงานจากบ้าน ตามความเหมาะสม โดยยังคงกำลังหลักไว้เต็มอัตรา
นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมในพื้นที่ 25 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ได้ให้การดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุกแล้ว 41,793 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก ผู้พิการ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยฟอกไต และผู้ป่วยเรื้อรังต่างๆ จัดบริการทางการแพทย์รวม 15,668 ครั้ง โดยจากการคัดกรองสุขภาพจิตรวม 2,139 ราย พบเครียดสูง 161 ราย เสี่ยงภาวะซึมเศร้า 12 ราย พบแพทย์ 2 ราย ได้รับการดูแลจิตใจตามระบบ ส่วนผู้สียชีวิตรายงานเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา มีจำนวน 19 ราย ส่วนใหญ่มาจากการพลัดตกน้ำ/จมน้ำ และไฟฟ้าช็อต
กระทรวงมีการสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ให้แก่ประชาชนรวม 47,796 รายการ นอกจากนี้ ยังส่งทีมสนับสนุนการเปิดบริการศูนย์พักพิง 247 แห่ง ใน 11 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ปทุมธานี ปราจีนบุรี จันทบุรี ชลบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ระยอง และนครราชสีมา รวมรองรับได้ 36,365 คน มีผู้รับบริการสะสม 6,766 คน
สำหรับผลกระทบต่อสถานพยาบาลนั้น ขณะที่ยังคงมีสถานพยาบาลได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นเป็น 67 แห่ง ใน 13 จังหวัด แบ่งเป็น รพ.สต. 53 แห่ง สาธารณสุขอำเภอ 4 แห่ง โรงพยาบาล 8 แห่ง และหน่วยบริการปฐมภูมิ 2 แห่ง เปิดบริการตามปกติ 31 แห่ง ปิดบริการบางส่วน 5 แห่ง และปิดบริการ 31 แห่ง
นพ.สมฤกษ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงหน้าฝน น้ำท่วม สิ่งที่ต้องระวังคือโรคฉี่หนู โดยการป้องกันและรักษาโรคฉี่หนูในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยขอให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงสวมรองเท้าบู๊ต ถุงมือ ปิดบาดแผลให้มิดชิด และล้างทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังสัมผัสน้ำ สำหรับการใช้ยา Doxycycline เพื่อป้องกันและรักษาโรค ต้องอยู่ภายใต้ดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งจะพิจารณาใช้เฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงตามข้อบ่งชี้ และไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด
การรักษาผู้ป่วยตั้งแต่ระยะแรกด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อนได้ ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับยา Doxycycline ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ดื่มน้ำตามอย่างน้อยหนึ่งแก้วเต็ม และไม่นอนราบภายใน 30 นาทีหลังรับประทานยา เพื่อป้องกันการระคายเคืองหลอดอาหาร หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี และผู้ที่มีประวัติแพ้ยา ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนใช้ยา อย่างไรก็ตาม หากมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง หรือตาแดง หลังสัมผัสน้ำท่วม ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำทันที แม้จะได้รับยาป้องกันแล้วก็ตาม เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที.



