แม้การบริหารงาน กรุงเทพมหานคร (กทม.) จะเป็นอำนาจของ “นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ” ผู้ว่าฯ กทม. แต่เมื่อเกิดมหาอุทกภัยขึ้น และนำความเสียหายอย่างใหญ่หลวง หลายพื้นที่ในเมืองหลวงต้องจมบาดาล โดยเฉพาะใน พื้นที่เคหะคลองจั่น เคหะร่มเกล้า และ ลาดกระบัง จะเห็นภาพประชาชนบางส่วน ตำหนิ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ด้วยถ้อยคำรุนแรง สะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีปัญหาในการประสาน ระหว่าง “กระทรวงมหาดไทย” กับ “กทม.” ในเรื่องเตือนภัย ขณะที่บุคคลในรัฐบาล ก็เปิดการ์ดให้สังคมได้เห็นถึงความอ่อนหัดในการบริหาร หลัง “นายทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ ซึ่งมีส่วนในการบริหารจัดการปัญหาเรื่องน้ำ ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนเกิดปัญหามหาอุทกภัย ยืนยันว่า “เอาอยู่” กับการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ แต่ในที่สุดก็เอาไม่อยู่ กลายเป็นคำพูดไวรัล ที่นำมาล้อเลียนในโลกออนไลน์ ทำให้รองนายกฯ ต้องออกมาชี้แจงว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว ทั้งการเตรียมเครื่องมือ บุคลากร การจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนการ เตรียมศูนย์พักพิง และ สถานที่รองรับประชาชน กรณีมีความจำเป็นต้องอพยพ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญในขณะนี้คือปริมาณฝนที่ตกลงมาเกินกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลให้ระบบระบายน้ำต้องรับภาระเพิ่มขึ้น ขณะที่คลองหลายแห่งมีน้ำเต็ม จึงจำเป็นต้องเร่งบริหารจัดการน้ำและสูบน้ำจากพื้นที่ชั้นในลงสู่ทะเล เพื่อเปิดพื้นที่ในระบบคลองให้สามารถรองรับน้ำและระบายต่อไปได้



ก่อนหน้านั้น “นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมสภา สัปดาห์นี้ ที่กำหนดไว้ในวันที่ 30 ก.ย. 69 และวันที่ 1-2 ต.ค.จะเดินหน้าตามปกติ เพราะคาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมใน กทม. และหลายพื้นที่จะคลี่คลาย ทั้งนี้ในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ได้นัดประชุมวิปรัฐบาล เพื่อหารือถึงการกำหนดวาระเร่งด่วน ต่อการเสนอญัตติผลกระทบของปัญหาน้ำท่วมและการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ สส. ได้ระบาย และนำเสนอปัญหาในพื้นที่ พร้อมกับข้อเสนอแนะส่งตรงถึงรัฐบาล ต่อการแก้ปัญหาให้ถูกจุด เบื้องต้นหากสามารถเคลียร์วาระที่กำหนดไว้เดิมได้ จะยกญัตติด่วนดังกล่าวเสนอให้พิจารณาในสภา ในวันที่ 30 ก.ย. เพราะถือเป็นประเด็นเร่งด่วนมีผลกระทบกับหลายพื้นที่ นอกจากนั้นแล้วจะได้ประสานไปยังรัฐบาล ให้ร่วมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของสภา
เชื่อว่ารัฐบาลคงหวังใช้เวทีสภา ชี้แจงปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมหาอุทกภัย หวังลดแรงกดดัน และแจกแจงแนวทางการเยียวยาให้ประชาชนให้รับทราบ เพื่อลดครหาทอดทิ้งประชาชน ส่วนฝ่ายค้านคงมีมุมมองในการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้น มีผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการรับมือภัยธรรมชาติในอนาคต
ส่วนกรณี “ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.)” มีคำวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้ง มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ไม่ขัด รธน. แต่อนาคต ต้องมีมาตรการให้รัดกุม เพื่อประสิทธิภาพโดยไม่ใช้เครื่องหมายใดบนบัตร เพื่อไม่ให้เข้าถึงกระทบสิทธิเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า การเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ รัฐบาลภายใต้การนำของพรรค ภท.ยังเดินหน้าต่อไป ด้าน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ และ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่ศาล รธน. มีมติวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งไม่ขัด รธน.ว่า ศาลมีมติเสียงข้างมาก 8-1 ว่า การมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ไม่ขัดกับ รธน. ซึ่งไม่ว่าจะเห็นด้วย กับคำวินิจฉัยดังกล่าวหรือไม่ แต่สิ่งที่แทบจะเป็นฉันทามติของสังคม รวมถึงศาล รธน.เองคือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ เป็นปัญหาจริง และไม่ควรมีอยู่อีก ในบัตรเลือกตั้งในอนาคต โดยบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ระบุรหัสบัตรที่เป็นเอกลักษณ์ แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.เขต ที่ระบุเพียงรหัสเล่ม ทำให้เกิดมุมมองที่ต่างกัน เรื่องความลับของการออกเสียง

สำหรับประเด็นว่าบาร์โค้ดทำให้การออกเสียง ไม่เป็นความลับหรือไม่ นั้น นายพริษฐ์ ระบุว่า การมองในมิติของความลับแบบบริบูรณ์ หากในทางเทคนิค สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ใครลงคะแนนให้ใคร ผ่านการเชื่อมโยงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีผู้ใช้สิทธิ ก็ถือว่าการออกเสียงไม่ลับอีกต่อไปโดยอัตโนมัติ ขณะที่ศาล รธน.มองในมิติความลับแบบมีเงื่อนไขว่า แม้จะตรวจสอบย้อนกลับได้ ในทางเทคนิค แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก และต้องฝ่าฝืนกฎหมาย จึงถือว่ายังไม่ขัดต่อ รธน. อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเห็นที่แตกต่างกันในข้อกฎหมาย แต่ศาล รธน.ยอมรับว่าบาร์โค้ด ส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจประชาชน และยังแนะนำ กกต. ไม่ให้ใช้เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ใด บนบัตรเลือกตั้ง ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และผลการออกเสียงลงคะแนนอีก
นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า ในเมื่อศาล รธน.ได้วินิจฉัยแล้ว หวังว่า กกต.จะตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้ชัด คือ 1.ใครเป็นคนริเริ่มแนวคิด ว่า บัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ควรจะต้องมีบาร์โค้ด ที่ระบุรหัสบัตร 2.หากจะให้เหตุผลว่า มีความจำเป็นต่อการป้องกัน การปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง แล้วเหตุใด กกต.จึงสามารถออกแบบบัตรเลือกตั้ง สส.เขต และบัตรออกเสียงประชามติ ที่ไม่จำเป็นต้องมีบาร์โค้ด หรือสัญลักษณ์ที่ระบุรหัสบัตรได้ หรือกกต.กำลังจะบอกว่าบัตรเลือกตั้ง สส.เขต และบัตรออกเสียงประชามติ ไม่มีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือป้องกันการทุจริตเลือกตั้งที่ดีเพียงพอ 3.ใครบ้างที่รับรู้ถึง การมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ณ วันเลือกตั้ง เพราะหากข้อมูลนี้เป็นที่รับรู้ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก่อนวันเลือกตั้ง จะกลายเป็นช่องโหว่ ที่ทำให้กลุ่มนั้นสามารถใช้ตรวจสอบ หรือข่มขู่ว่า ใครลงคะแนนอย่างไร

“กกต.ในฐานะองค์กรอิสระ ต้องเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่ต้องไม่เป็นอิสระจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชน” นายพริษฐ์ ระบุ
ด้าน “นายสมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า ลับแบบมีเงื่อนไข คือ ไม่ลับหากมีปัจจัยสนับสนุน คำชี้แจงซ้ำซากของ กกต.ที่ว่า ต้องนำของ 3 อย่างมาประกบกัน คือ บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาประกบกัน จึงจะรู้ว่าบัตรใบนี้ของใคร เลือกใคร ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เพราะแยกเก็บคนละที่ เก็บไว้ในที่ปลอดภัย และไม่มีใครที่มีอำนาจสามารถทำได้ ยกเว้นคนที่ตั้งใจทุจริตที่ร่วมมือกับคนของ กกต.ในระดับพื้นที่ คำว่า ตั้งใจทุจริต ครั้งที่ 1 ต่อกรณีการถ่ายภาพบัตรเลือก ตั้งหน้าหน่วยตอนนับคะแนน แล้วไปตรวจกับต้นขั้วและบัญชีรายชื่อทันที ก็บอกว่าทำได้ยากในเวลาจำกัดเช่นนั้น ยกเว้นผู้ทุจริตตั้งใจร่วมมือกับกปน.กระทำการทุจริต

นายสมชัย กล่าวว่า จงใจทุจริตครั้งที่ 2 คนทุจริต มีหรือไม่ตั้งใจทุจริต และในอดีตกปน.ที่ถูกซื้อยกหน่วย ไม่เคยมีใช่ไหม หรือคนของ กกต.ไม่เคยรับเงินใช่ไหม หรือลืมข่าวเรื่องเจ้าหน้าที่สืบสวนในส่วนกลางรับเงิน 860,000 บาท คำถาม คือ ถ้าไม่มีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด จะมีช่องทางให้คนทุจริตทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้หรือไม่
“ลับแบบมีเงื่อนไข คือ ลับแบบโลกสวยว่า เจ้าหน้าที่ กกต.ทุกคนซื้อไม่ได้ กรรมการประจำหน่วยไม่ได้เป็นคนของเจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ระบบการจัดเก็บเอกสารต่างๆ จัดเก็บได้ดี ปลอดภัย ตามที่ไปเดินเผชิญสืบมาแล้ว แต่ภาพข่าวหลังเลือกตั้งกลับฟ้องว่า หีบไม่มีการรัดสาย ยกหล่นทีเอกสารหล่นกระจาย ไม่ลับแบบตั้งใจทุจริต อาจจะเป็นสิ่งที่เป็นจริงในการเมืองไทย ที่ขมขื่นเกินกว่าจะบอกว่ามันเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่ฝ่ายหนึ่งยังชนะเลือกตั้งหรือไม่” นายสมชัย ระบุ.
ทีมข่าวการเมือง



