องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, มูลนิธิไทยพีบีเอส, VIPA, กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์อิสระไทย ปิดฉากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ VIPA International Film Festival 2026 หรือ VIFF 2026 อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อวันที่ 25 ก.ย.69 หลังจัดฉายภาพยนตร์คุณภาพกว่า 46 เรื่อง จัดเสวนา เวิร์กชอป และนิทรรศการสร้างสรรค์ตลอด 15 วันเต็ม (11–25 กันยายน 2569) เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และส่งเสริมศักยภาพของคนทำหนังรุ่นใหม่สู่ระดับสากล

ค่ำคืนปิดเทศกาล หรือ VIFF 2026 Closing Night & Awards จัดขึ้น ณ อาคารศูนย์เรียนรู้ ไทยพีบีเอส ถ.วิภาวดีรังสิต โดยมีนายอดิศักดิ์ ลิมปรุงพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวปิดเทศกาล พร้อมการประกาศผลรางวัล VIPA Film Prize 2026 แก่ผู้สร้างภาพยนตร์และสารคดีสั้นที่ผ่านการคัดเลือกจาก 181 ผลงาน 9 ประเทศ

นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า “การจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ VIFF 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ ไทยพีบีเอสและภาคีเครือข่ายในการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้กับคนทำหนังอิสระและผู้กำกับรุ่นใหม่ ตลอด 15 วันที่ผ่านมา งานได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น มีคอภาพยนตร์และประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมชมภาพยนตร์และกิจกรรมต่างๆ มากกว่า 1,500 คน ทำให้เราได้เห็นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ การแลกเปลี่ยนมุมมองทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างสรรค์งานกับผู้ชมอย่างแท้จริง ซึ่งไทยพีบีเอสและ VIPA พร้อมที่จะเป็นแรงหนุนสำคัญในการผลักดันผลงานคุณภาพเหล่านี้สู่เวทีระดับนานาชาติต่อไป”

งานยังปิดท้ายด้วยการฉายภาพยนตร์สารคดีรอบปิดเทศกาลเรื่อง “เช้านั้นวันพุธ” (The Unforgetting Wednesday) พร้อมด้วย Director’s Talk กับโกวิท โพธิสาร ภาพยนตร์สารคดี และวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ไทยพีบีเอส

โกวิท โพธิสาร ผู้กำกับสารคดี เล่าว่า วันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 ควรจะเป็นเช้าวันธรรมดาที่ผู้คนออกมาเรียกร้องความยุติธรรม สิทธิ เสรีภาพ และใช้ชีวิตไปตามปกติ แต่ความรุนแรงสลดใจที่เกิดขึ้นกลับทำให้วันดังกล่าวไม่เคยเป็นวันธรรมดา และสะท้อนถึงสภาพสังคมที่ไม่ธรรมดาของประเทศไทย

จากการศึกษาและลงพื้นที่ทำสารคดี ได้เห็นรูปแบบที่ซ้อนทับกันมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ทั้งเรื่องแนวคิดความรู้สึกเป็นชาติ และการสร้าง “ความเป็นอื่น” ให้กับผู้เห็นต่าง ในเหตุการณ์ 6 ตุลา มีการยัดข้อหาว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ หรือกล่าวหาว่าเป็นคน ญวน เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง

“กลไกการสร้างความเป็นอื่นและการมองค่าความเป็นมนุษย์ไม่เท่ากันนี้ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ฟุตเทจเหตุการณ์ยังบันทึกความโหดร้ายที่ไร้มนุษยธรรม เช่น ภาพกลุ่มคนมีปืนยิงใส่ผู้ชุมนุมพร้อมกับพูดคุยและหัวเราะถึงราคาหัวกระสุนนัดละ 3.50 บาท หรือภาพครอบครัวของคุณจรูญพงษ์ ทองศิริ ที่ขับรถจักรยานยนต์ออกตามหาลูกชายซึ่งถูกเชือกรัดคอลากไปกับพื้นสนามหลวง และยังรอคอยการกลับมาของลูกชาย ยาวนานถึง 20 ปี”

วันชัย บอกว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจเพราะการฆาตกรรมคนเกินมนุษย์ปกติที่ทำด้วยกันไม่ว่าจะเป็นการแขวนคอ การตอกอกคนที่ไม่ตายแล้วนำไปเผา ซึ่งคนเหล่านั้นมีตัวตนบางคนเป็นเด็กรัฐศาสตร์จุฬาปี 1 ซึ่งที่สโมสรนิสิติจุฬามีชื่อเขาอยู่ เหตุการณ์ 20 ตุลาฯมีการจัดงานครั้งแรกที่ธรรมศาสตร์มีภาพของคนที่ถูกแขวนคอแล้วมีคนยืนล้อม แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีอาชญากร แต่เกิดขึ้นเพราะมีคืนยืนรุมอยู่ไม่ได้ทำอะไร มันก็ชัดเจนว่าสังคมไทยเวลานั้นเราคิดอะไรกันอยู่ แม้ตอนนั้นมันจะเลวร้ายมากแต่คนในสังคมมองว่าทำถูกแล้ว แต่เวลาจะผ่านไป 20 ปี ทั้งฝ่ายผู้กระทำและผู้ถูกกระทำต่างตกอยู่ในความเจ็บปวดจนไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าว จากที่ทำสารคดี20 ปี 6 ตุลาฯได้รับรู้ว่าคนทั้งสองฝ่ายไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์นั้น

สำหรับคำถามถึง “ปีศาจตัวจริง” ในเหตุการณ์นี้คือใคร วันชัย ระบุว่า ปีศาจคือตัวพวกเราทุกคนที่มีส่วนทำให้อารมณ์ร่วมของสังคมนำไปสู่ความรุนแรง ขณะที่โกวิทกล่าวว่า มีคำพูดเชิงปรัชญาว่า รัฐคือปีศาจที่น่ากลัวที่สุด แม้คนเราทุกคนจะเป็นปิศาจตัวเล็กตัวน้อยเพราะคนหนึ่งคนทำดีได้ทำเลวได้ในสกิลที่พอจะเห็นได้ อย่างไรก็ตามหากทำโดยรัฐมีสเกลมหาศาลมาก โดยเฉพาะการสร้างความรุนแรงโดยที่รัฐใช้อำนาจที่ได้มาจากพลังประชาชนแล้วมาเข่นฆ่าประชาชน โดยไม่ต้องรับผิด มองว่าไม่มีอะไรที่เป็นการใช้ความรุนแรงโดยรัฐแล้วยังมาลอยหน้าลอยตา เหตุการณ์ผ่านมา 50 ปียังไม่เห็นคำขอโทษจากรัฐ

“มีกี่ครั้งที่รัฐขอโทษจากความรุนแรงโดยรัฐ มีกี่ครั้งที่คนตายกลางกรุงเทพมหานคร ตายกลางย่านการค้าถูกล้อมฆ่าล้อมยิงครั้งแล้วครั้งเล่า คนที่มีอำนาจสั่งการไม่ผิดเลยแม้แต่คนเดียว นี่คือปีศาจและเป็นปีศาจที่เราเลือกมา”โกวิท โพธิสาร ตั้งคำถามให้คิด

วันนี้ถ้าให้คนทำสารคดีและคนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯมาประเมินท้องฟ้าในสังคมไทยเป็นสีอะไร

“ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่เราต้องมีความหวัง บางคนบอกว่าสังคมมันมืดมน แต่ทุกครั้งที่เราก้าวเดินเรายังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่เราอย่าคาดหวังกับทุกความหวัง” วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ไทยพีบีเอส กล่าว

“วันนี้ท้องฟ้าประเทศไทยเป็นสีน้ำเงิน” โกวิท โพธิสาร ภาพยนตร์สารคดี เช้านั้นวันพุธ กล่าวสั้นๆปิดท้ายแต่ได้เห็นภาพสังคมไทยที่ชัดมากในขณะนี้

รางวัล VIPA Film Prizes 2026

สำหรับ VIPA Film Prizes 2026 เวทีประกวดภาพยนตร์ที่เปิดโอกาสให้คนทำหนังรุ่นใหม่ได้นำเสนอผลงาน สู่ผู้ชม แบ่งเป็น 2 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์สั้น (Fiction) และสารคดีสั้น (Documentary) ซึ่งปีนี้มีผลงานส่งเข้าร่วม 181 ผลงาน จาก 9 ประเทศ โดยมีผลรางวัล ดังนี้

รางวัล Audience Choice Award

  • สาขาภาพยนตร์สั้น (Fiction) ได้แก่เรื่อง ดวงอุราลำหา กำกับโดย รัฐภูมิ บุญยิ่ง
  • สาขาสารคดีสั้น (Documentary) ได้แก่เรื่อง Toxic Legacy กำกับโดย วีระพรรณ ถาวร

รางวัล Special Mention

  • สาขาภาพยนตร์สั้น (Fiction) ได้แก่เรื่อง Project Adam กำกับโดย เควิน เวเชียง ลิม
  • สาขาสารคดีสั้น (Documentary) ได้แก่เรื่อง คล้ายคลึง กำกับโดย วีรศรัณย์ เคล้าคลึง

รางวัลชนะเลิศ (Grand Prize)

  • สาขาภาพยนตร์สั้น (Fiction) ได้แก่เรื่อง Breezy Day กำกับโดย Chiang Chung-chieh
  • สาขาสารคดีสั้น (Documentary) ได้แก่เรื่อง (ก่อนจะ) 10 ปี คดี “น้องเมย”: ความยุติธรรมที่กำลังนับถอยหลัง กำกับโดย ศุภวิชญ์ ศิริสวัสดิ์วัฒนา และภูธเนศ กายภูมิ