สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ว่าโครงการเฝ้าระวังบรรยากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (ซีเอเอ็มเอส) เผยแพร่รายงานว่า ประชากรราวหนึ่งในสามของโลกเผชิญมลพิษโอโซนระดับอันตราย ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 หรือระหว่างเดือน ม.ค.-ส.ค.ที่ผ่านมา
ปัจจัยสำคัญมาจากคลื่นความร้อน ไฟป่ารุนแรง และการปล่อยมลพิษจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยโอโซนระดับพื้นดินเกิดจากสารมลพิษทำปฏิกิริยากับแสงแดดและอุณหภูมิสูง ทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นในช่วงที่อากาศร้อนจัด
ทั้งนี้ เอเชียเป็นภูมิภาคซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยประชากรราว 53% ต้องเผชิญกับคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่มาก ขณะที่อเมริกาเหนือได้รับผลกระทบราวสองในสามของประชากร
One third of world population exposed to harmful air pollution: Monitor https://t.co/I1UyxSAHrw
— The Straits Times (@straits_times) September 30, 2026
ส่วนยุโรปมีประชากรราว 45% เผชิญคุณภาพอากาศในระดับแย่หรือแย่มาก กลุ่มควันจากไฟป่า การเผาพื้นที่เกษตร และมลพิษจากการจราจร เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษสำคัญ
รายงานระบุว่า มลพิษโอโซนไม่เพียงส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ แต่ยังสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและผลผลิตทางการเกษตร พร้อมชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างวิกฤติสภาพภูมิอากาศกับมลพิษทางอากาศ
อนึ่ง องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ประเมินว่า มลพิษทางอากาศมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตทั่วโลกราว 7 ล้านคนต่อปี และเคยออกรายงานเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งลดการปล่อยมลพิษและยกระดับการรับมือไฟป่าอย่างจริงจัง.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



