เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงขยายวงกว้าง หลังเขื่อนเจ้าพระยาแจ้งปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเป็น 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบรวม 12 อำเภอ 156 ตำบล 881 หมู่บ้าน 39 ชุมชน รวม 34,803 ครัวเรือน ได้แก่ อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล บางไทร พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางปะหัน ลาดบัวหลวง นครหลวง วังน้อย ท่าเรือ และอุทัย โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ในพื้นที่อำเภอเสนา

โดยที่ชุมชนหมู่ 7 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่าระดับน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนสูงกว่า 2 เมตร ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก บ้านเรือนหลายหลังถูกน้ำท่วมจนต้องนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไปจอดไว้บนถนนด้านนอก ขณะที่การเดินทางเข้า-ออกชุมชน รวมถึงการซื้อหาอาหารและสิ่งของจำเป็น ต้องใช้เรือเป็นหลัก

ที่บ้านของนางเฉลียว นัยกิจ อายุ 71 ปี พบว่าระดับน้ำบริเวณบ้านสูงกว่า 1 เมตร โดยเจ้าตัวต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง เมื่อพูดถึงสถานการณ์น้ำปีนี้ นางเฉลียวถึงกับส่ายหน้า พร้อมบอกว่าเริ่มเหนื่อยและกังวล เพราะน้ำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา และยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ

นางเฉลียว กล่าวว่า ได้แต่ภาวนาอย่าให้น้ำขึ้นถึงพื้นบ้าน เพราะอายุมากแล้วและอยู่เพียงลำพัง หากน้ำท่วมต้องใช้เวลาหลายวันในการทำความสะอาด และไม่มีแรงหรือเงินมากพอที่จะจ้างคนมาช่วย “ของเตรียมยกไว้หมดแล้ว แต่วันนี้น้ำก็ยังขึ้นอยู่”

ภายในบ้านพบว่ามีการทำโครงนั่งร้านถาวรไว้เป็นชั้นสำหรับวางสิ่งของและใช้เป็นที่นอน โดยเตรียมไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา หลังจากลูกเสียชีวิต นางเฉลียวเกรงว่าจะไม่มีใครมาช่วยยกของหนีน้ำ จึงตัดสินใจเตรียมพื้นที่ไว้ล่วงหน้า ทั้งตู้เย็น เตียงนอน และโทรทัศน์ ถูกยกขึ้นไว้ด้านบน ส่วนเวลาจะเข้าไปพักผ่อนต้องปีนขึ้นไปนอนบนโครงนั่งร้านดังกล่าว

นางเฉลียว กล่าวอีกว่า อยู่ในพื้นที่นี้มานาน 40-50 ปี จึงรู้ว่าน้ำท่วมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแทบทุกปี จึงไม่ได้เชื่อข่าวหรือคำพูดที่ระบุว่าน้ำจะไม่ท่วม เพราะที่ผ่านมา ไม่ว่าจะท่วมมากหรือท่วมน้อยก็เกิดขึ้นเป็นประจำ สิ่งที่กังวลที่สุดคือไม่อยากให้น้ำขึ้นถึงพื้นชั้น 2 ของบ้าน เพราะหากต้องทำความสะอาดจะเกินกำลังของคนสูงอายุที่อยู่เพียงลำพัง โดยปีที่ผ่านมาเคยต้องใช้เวลาทำความสะอาดบ้านถึง 2-3 วัน

นายณัฐวุฒิ อัตตะสาระ อายุ 37 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า ปีนี้น้ำเพิ่มขึ้นเร็วมาก จนต้องคอยเก็บและย้ายสิ่งของแทบทุกคืน บางคืนต้องตื่นขึ้นมาจัดการกับของจนถึงประมาณ 23.00 น. ทั้งย้ายของและยกปลั๊กไฟขึ้นที่สูง ทำให้แทบไม่มีเวลาพักผ่อน

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้ระดับน้ำในพื้นที่สูงกว่า 2 เมตร แต่ยังโชคดีที่บ้านของตนเองเคยยกหนีน้ำหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หากไม่ได้ยกบ้านขึ้น ปัจจุบันน้ำอาจขึ้นถึงพื้นที่ชั้น 2 แล้ว เพราะชั้นล่างถูกน้ำท่วมทั้งหมด

“ถ้าถามว่าท้อไหม ก็ต้องยอมรับว่าท้อ แต่เราต้องอยู่ให้ได้ น้ำมาทุกปี ไม่มีปีไหนไม่ท่วม จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง อยากให้แก้ไข ก็ควรปล่อยน้ำมาแต่พอดี เพราะเรื่องนี้อยู่ที่ระบบจัดการน้ำของชลประทาน พวกเราเป็นประชาชนไม่มีความรู้ ก็ต้องยอมรับสภาพ แต่ถ้าปล่อยน้ำมาแล้ว ก็อยากให้มาดูชาวบ้านบ้าง” นายณัฐวุฒิ กล่าว